<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.5" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ZWVST ZooWildlifeVet</title>
	<link>http://zoowildlifevet.com</link>
	<description>ชมรมสัตวแพทย์สัตว์ป่าและสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ZWVST Zoo and Wildlife Veterinary Society of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Jul 2010 09:12:08 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>การวางยาสลบในสัตว์สะเทิน ตอนที่ 1</title>
		<description>  
 สวัสดีครับก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เป็นผู้มีความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์สะเทินมากนัก เพียงแต่นำประสบการณ์ที่มีเล็กๆน้อยๆ มาแบ่งปันความรู้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ในวิชาชีพของพวกเรา เรามาเริ่มเข้าสู่หัวข้อกันดีกว่าครับ ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักกับ “สัตว์สะเทิน” กันก่อนนะครับ สัตวแพทย์บางท่านอาจจะยังไม่รู้จักสัตว์กลุ่มนี้มากเท่าไหร่นัก บางท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า “สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ” หรือ “สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก” ซึ่งคำเหล่านี้หมายความถึงสัตว์ในกลุ่มเดียวกัน แต่ที่ผมใช้คำว่า “สัตว์สะเทิน”นั้น เพราะว่าเป็นคำที่สั้นและมีความห มายชัดเจน โดยสัตว์ดังกล่าวจะหมายถึงสัตว์ใน
Class Amphibia ซึ่งประกอบด้วย 3 Order ได้แก่   
1. Order Anura ประกอบด้วยสัตว์ในกลุ่ม กบ, คางคก, อึ่ง, เขียด และปาด  
2. Order Caudata (Urodela) ประกอบด้วยสัตว์ในกลุ่ม ซาลามานเดอร์และนิวท์  
3. Order Gymnophiona (Apoda) ประกอบด้วยสัตว์ในกลุ่ม ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1255</link>
			</item>
	<item>
		<title>จะทำเช่นไร หากไปเจอ&#8221;กระเบน&#8221;</title>
		<description>ในปัจจุบันมีผู้สนใจเริ่มเลี้ยงกระเบนกันมากขึ้น แน่นอนว่าหลายๆท่านอาจจะคุ้นชื่อกระเบนโมโตโร่ (Potamotrygon motoro) กันมาบ้างในฐานะของปลากระเบนที่เลี้ยงง่าย มีราคาไม่แพงนัก เป็นกระเบนที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเริ่มเลี้ยงกระเบน ทีนี้เราจะสังเกตได้อย่างไรเมื่อปลากระเบนป่วย

การตรวจสุขภาพปลากระเบน 

 การเลี้ยงปลากระเบน ควรทำการสังเกตตัวปลากระเบนเพื่อบ่งชี้ถึงปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกความเจ็บป่วยได้ สิ่งสำคัญคือจะต้องสำรวจความโค้งของจานและขอบกระโดง ซึ่งเรียกกันว่า “Death Curl” ปลากระเบนที่มีสุขภาพดีจะมีขอบจานแบนราบ ยกเว้นแต่กำลังเคลื่อนที่อยู่ ปลากระเบนที่มีขอบกระโดงยกขึ้นตลอดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือขอบยกโค้งขึ้นในขณะที่พักผ่อนแสดงว่าใกล้จะตาย โดยสาเหตุไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกิดจาก

	ปลากระเบนมักจะพักในกระแสน้ำที่ทำให้กระโดงยกขึ้น
	หากเกิดความผิดปกติทางระบบประสาทอาจทำให้กล้ามเนื้อเสียสภาพ ทำให้ขอบกระโดงทำงานผิดปกติไป

ปลากระเบนที่มีสภาพดีนั้น ในเวลาพักกระโดงหรือจานจะเคลื่อนไหวเป็นคลื่นช้าๆ จากหัวไปหาง และขอบกระโดงจะเรียบแบนหรือโค้งเล็กน้อยยามจับเหยื่อ ซึ่งเป็นอาการปกติ จึงอาจสับสนกับปลาป่วยได้ ดังนั้นให้สังเกตให้ดีเป็นระยะเวลาหนึ่ง ช่วงในระยะแรกๆ ของสัญญาณนี้ จะเริ่มพบรอยที่ขอบจานของปลากระเบนทางด้านท้ายก่อน  เมื่อรอยนี้มีการกระจายรอบๆ จานไปข้างหน้า แสดงว่าปลาใกล้จะตายแล้ว ผู้เลี้ยงปลาจะต้องระวังสัญญาณเตือนนี้และต้องเตรียมการระวังป้องกันในระยะแรกๆ ซึ่งจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่อาจมองข้ามได้ ถ้าหากมีข้อสงสัยให้กระตุ้นปลากระเบนโดยการย้ายไปอยู่ในที่อีกที่หนึ่งในถัง และทำการสังเกตในท่าพักผ่อนอีกครั้ง ถ้าครีบกระโดงยังยกอยู่แสดงว่าปลากำลังจะตาย

อาการที่แสดงว่าปลากระเบนสุขภาพไม่ดีหรือติดเชื้อโรคคือ

-         เกิดกลุ่มฟิล์มขาวๆ ปกคลุมร่างกาย

-         หายใจอย่างเร็วหรือหอบในขณะพัก

-         มีแผลเปิดบนร่างกาย

-         มีแผลสีแดงหรือมีเลือดออกข้างล่างตัวปลา

-         มีการติดเชื้อจากสาหร่ายเป็นหย่อมๆ บนผิวหนัง

สัญญาณเตือนนี้จะบ่งบอกถึงการติดเชื้อโรคซึ่งไม่ได้ชี้ว่าใกล้ตายเหมือนอย่างครีบกระโดง

 








รูปแสดงปลากระเบนที่ถูกเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี จะ พบขอบจานเปื่อยยุ่ย





ผิวหนังของปลากระเบนที่มีสุขภาพดีจะดูสะอาด ผิวเป็นกำมะหยี่ ถ้ามีกลุ่มสีจางเหมือนนมแสดงให้เห็นว่าติดเชื้อโรคโดยเฉพาะจากเชื้อรา ผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียและเกิดเนื้อตายได้ง่าย ส่วนการติดเชื้อรามักเป็นการติดเชื้อเบื้องต้นซึ่งพบได้ยากกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1269</link>
			</item>
	<item>
		<title>ประชาสัมพันธ์งานสัมมนาสัตว์ป่าสวนสัตว์ครั้งที่ 4‏ ในวัน 28-29 กรกฎาคม 2553</title>
		<description> 







ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ สามารถกรอกรายละเอียดในใบตอบรับ แล้วส่งกลับมาตามที่อยู่ในใบตอบรับ หรือสามารถลงทะเบียน online ได้ที่  www.zoothailand.co.cc
ดาวน์โหลด :     รายละเอียดกำหนดการ               แบบฟอร์มการตอบรับShareThis </description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1234</link>
			</item>
	<item>
		<title>การสำรวจสัตว์ป่าเบื้องต้นในธรรมชาติ: พื้นที่อาศัยของสัตว์ป่า</title>
		<description>


ก่อนที่เราจะดำเนินการจัดการสัตว์ป่าใด ๆ ก็ตามในธรรมชาติ เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของสัตว์ป่า ชีววิทยา นิเวศวิทยา พื้นที่อาศัย ทราบถึงความปกติ และผิดปกติของสัตว์ป่า ทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าอย่างถ่องแท้ แน่นอนว่าข้อมูลต่าง ๆ ข้างต้นที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าหลายชนิดเราสามารถศึกษาจากการค้นคว้าตำรา หนังสือ และเอกสารต่าง ๆ แต่ในสัตว์ป่าหลาย ๆ ชนิดที่ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างลึกซึ้ง หรือยังไม่ได้มีการศึกษาในสิ่งที่เราต้องการทราบจากสัตว์ป่าชนิดใด ๆ เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีการสำรวจเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการทราบและศึกษา เพื่อนำไปใช้ในการจัดการสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์ต่อไป

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการสำรวจสัตว์ป่าเบื้องต้นอย่างง่าย ๆ พูดถึงหลักการทั่ว ๆ ไป ไม่ได้ลงเจาะลึกถึงวิธีการอย่างละเอียดมากนัก แต่เป็นการให้พอเข้าใจถึงกระบวนการสำรวจสัตว์ป่าและเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความคิดในการนำไปประยุกต์ใช้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการศึกษา และหากท่านผู้อ่านต้องการจะศึกษาเพิ่มเติมอย่างลึกซึ้งก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารอ้างอิงด้านท้าย หรือบทความในครั้งต่อ ๆ ไปครับ

การสำรวจทางด้านสัตว์ป่าแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ การสำรวจพื้นที่อาศัยหรือถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และการสำรวจตัวสัตว์ป่า ประชากรสัตว์ป่า

การสำรวจพื้นที่อาศัยของสัตว์ป่า

พื้นที่อาศัยนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากที่อยู่อาศัย แต่พื้นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตรวมถึงสัตว์ป่านั้นย่อมมีความต้องการในสภาพของพื้นที่อาศัยที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการสำรวจพื้นที่อาศัยจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบลักษณะพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมของสัตว์ป่าแต่ละชนิด เพื่อการประเมินพื้นที่อาศัย และเพื่อการจัดการพื้นที่อาศัยให้เหมาะสมแก่สัตว์ป่าชนิดนั้น ๆ

การสำรวจชนิด และแหล่งอาหาร  ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1227</link>
			</item>
	<item>
		<title>ว่าด้วยเรื่องของแรด</title>
		<description>

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้อ่านขาประจำหรือขาจร บทความของสัตว์กินพืชในสัปดาห์นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องราวของ “แรด” สัตว์บกที่ได้ชื่อว่ามีขนาดตัวใหญ่เป็นอันดับสองรองจากช้างกันนะคะ เราจะมาดูกันว่าเจ้าแรดที่เราอาจจะรู้จักผ่านสำนวนหรือคำพูดต่าง ๆ นั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไรกัน

แรดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) จัดอยู่ในอันดับสัตว์กีบคี่ (Order Perissodactyla) วงศ์แรด (Family Rhinocerotidae) ซึ่งสมาชิกในวงศ์นี้ปัจจุบันนั้นมีเหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ โดยแรดจำนวน 2 สายพันธุ์นั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ได้แก่ แรดขาวและแรดดำ ส่วนอีก 3 สายพันธุ์นั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย ได้แก่ แรดอินเดีย แรดชวา และแรดสุมาตรา



ลักษณะโดยทั่วไปของสัตว์ในวงศ์แรดก็คือ การมีขนาดตัวที่ใหญ่ โดยแรดทุกสายพันธุ์นั้นจะมีน้ำหนักตัวที่มากกว่า 1 ตันขึ้นไป โดยเฉพาะแรดขาวซึ่งถือว่าเป็นแรดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้น มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากช้างเลยทีเดียว นอกจากนั้นแรดยังเป็นสัตว์ที่มีผิวหนังหนามาก โดยผิวหนังของแรดนั้นมีความหนาถึง 1 – 1.5 เซนติเมตร ซึ่งประกอบไปด้วยคอลลาเจนสานกันเป็นโครงสร้างคล้ายตาข่าย ทำให้มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก และลักษณะที่ถือได้ว่าเป็นลักษณะที่เด่นที่สุดของสัตว์ในวงศ์แรดก็คือ “นอ” ซึ่งเป็นสารประกอบจำพวกเคอราตินจำนวนมากอัดแน่นกันจนแข็ง แรดจะใช้นอเป็นอาวุธในการพุ่งชนศัตรู ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1206</link>
			</item>
	<item>
		<title>ชะมดเช็ด จากสัตว์ป่าคุ้มครองสู่สัตว์เศรษฐกิจ</title>
		<description>“ชะมดเช็ด” หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อนี้แต่ถ้าถามว่ามีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไรเชื่อว่าคงมีไม่กี่คนที่รู้เพราะคงหาดูไม่ได้ง่ายๆนักในธรรมชาติ  และถ้าพูดถึง “สมุนไพรชะมดเช็ด”คาดว่าผู้อ่านคงสงสัยว่าคืออะไร มาจากไหน แล้วทำไมถึงเป็นสมุนไพร    ในวันนี้เรามาทำความรู้จักชะมดเช็ดกันดีกว่าค่ะว่ามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และสัตว์ชนิดนี้กลายไปเป็นสัตว์เศรษฐกิจของบ้านเราได้อย่างไร

  ที่มา หนังสือสัตว์ป่าเมืองไทย ชะมดเช็ด หรือ Small Indian Civet  (Viverricula indica) จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม วงศ์สัตว์กินเนื้อ และตระกูล Viverridae ชะมดเช็ดจัดเป็นชะมดขนาดเล็ก หน้าผากแคบคล้ายหนู ขาสั้น ขนสีน้ำตาลและมีลายสีดำคาดตามความยาวบนหลัง 5 แถบโดยลากจากคอถึงโคนหาง ข้างลำตัวมีลักษณะจุดสีดำเรียงเป็นแถว หางเป็นปล้องสีดำสลับขาวจำนวน 6-9 ปล้อง ปลายหางสีขาว  เป็นสัตว์หากินเวลากลางคืนโดยอาหารที่กิน ได้แก่ นก หนู งู จิ้งเหลน กิ้งก่า ผลไม้ รากไม้ต่างๆ

ตามที่ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยมีสาระสำคัญที่จะปกป้องคุ้มครองรักษาสัตว์ป่า ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การครอบครองสัตว์ป่า การค้าสัตว์ป่า รวมทั้งซากและผลิตภัณฑ์ของสัตว์ป่า และการเพาะพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมีรายละเอียด เงื่อนไข ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1155</link>
			</item>
	<item>
		<title>การแก้ไขพฤติกรรมของสุนัขและแมวด้วยยา (ตอนที่ 1)</title>
		<description> ปัญหาทางพฤติกรรมของสุนัขและแมวนับเป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับเจ้าของรวมถึงสัตวแพทย์ผู้รับผิดชอบตัวสัตว์ ซึ่งสาเหตุในการเกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติไป อาจจะเป็นเพราะ เจ้าของ สิ่งแวดล้อม และตัวสัตว์เอง  ในแง่การรักษาก็เช่นกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์เหล่านี้ต้อง  ใช้ระยะเวลายาวนานและใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก การใช้ยาบางชนิดอาจช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ การใช้ยาอาจไม่ใช่วิธีการรักษาที่รวดเร็วและถูกต้องทั้งหมด การใช้ยาไม่เหมาะสมจะช่วยเพียงระงับพฤติกรรมชั่วคราวแต่ไม่สามารถกำจัดสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดพฤติกรรมผิดปกติดังกล่าว เนื่องจากเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมหรือขั้นตอนในการรักษาด้วย ดังนั้น การตัดสินใจใช้ยาใด ๆ ก็ตาม ควรจะทราบกลไกการทำงานของยาบางชนิดเสียก่อน ไม่เช่นนั้น เราอาจจะล้มเลิกการรักษาไปโดยง่ายทั้งที่มีโอกาสประสบผลสำเร็จในการรักษาได้ สัตวแพทย์เองก็มีหน้าที่ทั้งการช่วยชีวิตและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของสัตว์ให้ดีขึ้น การช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ เพื่อลดการเมตตาฆาตหรือการละทิ้งสัตว์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเจ้าของทนรับพฤติกรรมเหล่านั้นไม่ได้ 
 
การวินิจฉัยปัญหาทางพฤติกรรม 
 ความเจ็บป่วยทางด้านพฤติกรรมส่วนใหญ่จะค่อนข้างซับซ้อน (เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน หรือสัตว์อาจมีปัญหาทางพฤติกรรมมากกว่าหนึ่งอย่าง) สัตว์ทุกตัวที่มีการแสดงออกทางพฤติกรรมในรูปแบบเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นจะต้องมาจากสาเหตุเดียวกันเสมอไป สัตวแพทย์ควรตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้เป็นสำคัญซึ่งจะช่วยให้เราเลือกการใช้ยาได้อย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น หากสัตว์ไม่ตอบสนองต่อ drug of choice ที่ให้ไปครั้งแรก สัตว์อาจตอบสนองต่อยาตัวอื่น เนื่องจาก neurochemical profile ของสัตว์ตัวนั้นแตกต่างจากตัวอื่น ถึงแม้ว่ามันจะแสดงพฤติกรรมเหมือนกันก็ตาม
ความสำเร็จในการรักษา 
 ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1112</link>
			</item>
	<item>
		<title>การดูแลลูกงูที่เพิ่งออกจากไข่</title>
		<description> สวัสดีครับ บทความนี้เป็นบทความแรกที่ผมได้ตอบรับคำเชื้อเชิญจากน้องสพญ. ที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ก่อนอื่นผมคงต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ตัวผู้เขียนเอง ไม่ได้มีวุฒิการศึกษาใดๆที่เกี่ยวข้องกับสัตวแพทย์หรือกระทั่งการเลี้ยงสัตว์เลยแม้แต่น้อย จึงไม่แปลกหรืออย่ารู้สึกตะขิดตะขวงใจในบทความที่จะได้อ่านต่อไปนี้ซึ่งอาจจะดูเหมือนเป็นมวยวัด หาความเป็นวิชาการอันใดมิได้ เพราะบทความเหล่านี้ได้มากจาก Learning by doing หรือเข้าทำนองว่าผู้เขียน จบการศึกษามาจาก Hardknock University คือลองผิดลองถูกกันเองเสียส่วนใหญ่
 
ช่วงเวลานี้ หากใครได้ลองยกระดับการเลี้ยงงูของตนเองแล้ว จากการเป็นเพียง Keeper ธรรมดา ไปสู่ความเป็น Enthusiastic Keeper หรือกระทั่ง มุ่งมั่นจะผันตนเองไปเป็น Breeder เต็มตัวเลยก็ตาม สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้ ก็คือวิธีการดูแลลูกงูที่เพิ่งออกจากไข่ และช่วงเวลานี้ย่อมเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเรียนรู้เทคนิคในด้านนี้ เพราะเวลานี้ถือได้ว่าเรากำลังอยู่ช่วงกลางของ Hatching Season พอดิบพอดี 


จากประสบการณ์ที่ได้ดูแลลูกงูเพิ่งออกจากไข่ในที่เลี้ยงมา 3-4 ปี ของผม พบว่าลูกงูที่เพิ่งเจาะไข่ออกมา จะโผล่เฉพาะส่วนหัวออกมาสำรวจโลกใบใหม่อยู่ 2-3 วัน ทั้งนี้ขึ้นกับความพร้อมของลูกงู และชนิดของงูด้วย ซึ่งตัวผมเคยผ่านการเพาะพันธุ์มาเพียงงูคอร์นและงูบอลเท่านั้น จึงเปรียบเทียบให้เห็นได้เพียงว่า ลูกงูคอร์นจะใช้เวลาในช่วงผลุบโผล่นี้สั้นกว่างูบอลอยู่ ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1089</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคเวสท์ไนส์ : โรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยในอนาคต ตอนที่ 3 การระบาดและการคาดการณ์สถานการณ์ในประเทศไทย</title>
		<description>ระบาดวิทยาของโรค West Nile 

เชื้อ WNV ซึ่งมียุงเป็นพาหะ พบได้ในแถบแอฟริกา, ยุโรป และเอเชียตะวันตก เป็นโรคที่ทำให้เกิดการตายในคนและม้า (Dauphin et al., 2004)  WNV พบเป็นครั้งแรกในปี 1937 ในเลือดของหญิงชาวอูกันดาซึ่งมีไข้อ่อนๆ (Smithburn  et al., 1940)  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็สามารถพบการระบาดของโรค WNV ในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย (Murgue et al., 2002) มีการรายงานในต้นปี 1950 พบที่อียิปต์ (Taylor et al., 1956) และในอิสราเอล (Bernkopf and Nerson, 1953) ในปี 1960 พบในฝรั่งเศส (Panthier et al., 1966) ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1041</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไปดูช้างตกลูก (คลอดลูก) กันเถอะ</title>
		<description>หลังจากที่หมอรณชิตและผมได้เขียนบทความเรื่อง “ทำยังไงดีเมื่อหมอต้องเฝ้าช้างคลอด” ไปแล้ว ตอนนี้ผมจะมาเจาะลงรายละเอียดของช้างตกลูก ที่มีวิดีโอ รวมทั้ง มิวสิควิดีโอประกอบด้วย ผมว่าผู้อ่าน หรือ ผู้ชมจะได้ความรู้และความเพลิดเพลินไปด้วยกัน ในช่วงเวลาที่สำคัญช่วงหนึ่งของชีวิตหลังจากแม่ช้างตั้งท้องมาได้ 22 เดือน

ในช้างเอเชียเมื่อแม่จะคลอดลูก ช้างจะมีสัญชาตญาณในการหาเพื่อนมาคอยช่วยเหลือในการคลอดและดูแลลูกช้าง เรียกว่า “แม่รับ” โดยมากมักเป็นช้างพังที่มีความสนิทสนมกัน ช้างพังจะช่วยคลอด ฉีกรก แยกแม่ที่มีความเครียดและหงุดหงิดออกจากลูกช้างที่เกิดใหม่ และอาจให้นมลูกช้างในช่วงแรกด้วย แต่ในปัจจุบันการมีแม่รับได้ลดน้อยหรือหายไปจากการจัดการช้างปัจจุบัน เหลือเพียงไม่กี่ที่ ส่วนมากจะใช้ควาญหรือหมอช้างช่วยกันมากกว่าครับ

หลังจากเกริ่นมาเล็กน้อยก็เริ่มไปดูที่วิดีโอคลิปที่ 1 ได้เลยครับ ตามปกติช้างมักจะคลอดลูกในเวลากลางคืน โดยจะเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบไม่มีสิ่งรบกวน และอาจเพื่อให้ลูกช้างที่เกิดมาค่อย ๆ ปรับตาต่อสภาพแสงด้วย แต่ก็มีบ้างที่คลอดในช่วงเวลากลางวัน ก่อนคลอดแม่ช้างอาจจะมีน้ำนมไหล ซึ่งอาจเป็นวันเดียวกัน หรือ  ก่อนหน้าเป็นสัปดาห์ โดยช้างจะเริ่มไม่ฟังคำสั่งของควาญช้าง นอกจากนี้ช้างยังแสดงอาการหงุดหงิด ไม่ค่อยกินอาหาร ก่อนคลอด 12-24 ชั่วโมงจะมีเมือกเหนียวข้นขาวไหลออกมาทางช่องคลอด ซึ่งในวิดีโอคลิปคาดว่าผ่านช่วงนี้ไปแล้ว การคลอดของช้างสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 การบีบตัวของมดลูกและถุงน้ำคร่ำมาที่คอมดลูก ทำให้คอมดลูกขยายเตรียมคลอด ...</description>
		<link>http://zoowildlifevet.com/?p=1017</link>
			</item>
</channel>
</rss>
