ตามความหมายของคำว่า “ Carnivore “ นั้น มีความหมายว่า Meat-eater ที่แปลตรง ๆ ตัว คือ สัตว์ที่กินเนื้อ แต่ถ้ามองให้ครบถ้วนตามลำดับการจัดอนุกรมวิธานของ อันดับสัตว์กินเนื้อ (Oder Carnivora) ยังประกอบไปด้วยสัตว์หลากชนิด ที่มิได้ดำรงชีพด้วยการบริโภคเนื้อสัตว์ด้วยกันเพียงแต่อย่างเดียว สัตว์กินเนื้อเหล่านี้ ยังสามารถบริโภคพืชไปได้พร้อม ๆ กันด้วย (Omnivore = กินได้ทั้งพืชและสัตว์) ไม่ว่าจะเป็นหมีตัวใหญ่สีขาวดำน่ารักน่ากอดยอดฮิต (Giant panda) ที่รู้จักกันดี นั่นก็จัดอยู่ในตระกูลหมี (Family Ursidae) ที่กินไผ่เป็นอาหารหลัก มากกว่าที่จะกินเนื้อสัตว์ เหมือนบรรดาเพื่อน ๆ หมีในตระกูลเดียวกัน เช่น หมีขาวขั้วโลก (Polar bear) ซึ่งเมื่อลองพิจารณาดูแล้ว การที่จะเป็นสัตว์กินเนื้อได้นั้น คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การเป็นผู้ล่า (Predator) ซึ่งจะทำการล่าเหยื่อ เพื่อให้ได้เนื้อเหยื่อมากิน แต่ถ้าสัตว์ที่จัดเข้ามาอยู่ในอันดับของสัตว์กินเนื้อ จำเป็นต้องล่าเหยื่อเพื่อกินแต่เนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว เห็นทีว่า สัตว์ป่าหลายชนิดในโลกคงต้องสูญพันธุ์ เพราะโดนสัตว์กินเนื้อเหล่านี้ แน่ๆ อาจด้วยเหตุนี้เอง สัตว์หลาย ๆ ชนิดในอันดับสัตว์กินเนื้อ จึงมีวิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอด เปลี่ยนแปลงจากการที่กระเพาะอาหารย่อยแต่เนื้อสัตว์อย่างเดียว ปรับสภาพการทำงานในกระเพาะอาหารให้พร้อมรับสำหรับการย่อยได้ทั้งพืชและเนื้อสัตว์ ดังนั้นคุณลักษณะของการเป็นสัตว์กินเนื้อ ที่ต้องล่า จึงต้องมี เขี้ยวเล็บที่สำคัญ ในอันดับสัตว์กินเนื้อจึงมีลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ Carnassials teeth เป็นการเรียกลักษณะของฟันกรามน้อยด้านบนตรงซี่ที่ 4 สบกับฟันกรามใหญ่ด้านล่างซี่แรก ทำให้เกิดเป็นลักษณะคล้ายใบมีด ช่วยในการตัด ฉีกเนื้อให้ขาดจากกันโดยง่าย
บรรดาตระกูลสัตว์ทั้งหลายในอันดับสัตว์กินเนื้อ (Order Carnivora) นี้ ถ้าแบ่งตามตำราและหลักอนุกรมวิธาน ที่มีการค้นพบหลักฐานใหม่ ๆ ทุกวัน อาจนำพามาซึ่งความปวดหัว และซับซ้อนเป็นอย่างมาก ในที่นี้จึงบอกเล่าตระกูลใหญ่ๆ ให้ได้รู้จักกัน อันได้แก่
- Cat family สัตว์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ได้แก่ สัตว์ตระกูลแมวทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เสือโคร่ง สิงโต เสือดาว เสือดาวหิมะ แมวดาว แมวป่าหัวแบน เสือไฟ เสือชีต้า เสือปลา แมวลายหินอ่อน เสือลายเมฆ เสือจากัวร์ เป็นที่แน่นอนว่าแมวที่น่ารักเหล่านี้ ย่อมกินเนื้อเป็นอาหารหลัก แต่มีหลายสวนสัตว์ที่สนับสนุนว่า การที่แมวตัวโต ๆ นี้ได้รับการกินหญ้าสดกินเล่น ๆ บ้างสัปดาห์ละครั้ง จะส่งผลดีต่อระบบทางเดินอาหาร
- Dog family ในตระกูลนี้ คงไม่ต้องสาธยายกันมาก หน้าตา ท่าทางย่อมชี้ชัดอยู่แล้วว่า ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่เราเลี้ยงกันอยู่ตามบ้าน เพราะจากประวัติของสุนัขเลี้ยงอันยาวนานนั้น ตั้งแต่สมัยมนุษย์ยุคแรก ๆ ประมาณ 10,000-15,000 ปี ได้เป็นสุนัขป่ามาก่อน (มีงานวิจัยค้นพบว่า ต้นสายของสุนัขเลี้ยงมีความสัมพันธ์กับสุนัขป่าสีเทา ; grey wolf) แล้วจึงมาขอแบ่งปันอาหารจากมนุษย์ในยุคนั้น จึงเกิดความสัมพันธ์ ผูกพันกันเรื่อยมา จนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรัก แสนซนวิ่งเล่นกันตามบ้าน และท้องถนน แต่สายพันธุ์สุนัขป่า ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นสุนัขป่าแบบดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น คือ การอยู่กันอย่างเป็นครอบครัว (Pack ; wolf pack) ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ จะคอยช่วยเหลือกัน ไม่ว่าในการออกล่า หรือช่วยกันเลี้ยงดูลูกอ่อน

- Bear family จากแค่ชื่อคงนึกหน้าตากันได้อย่างไม่ยากเย็น ว่าคงต้องมีแต่น้องหมี ตัวโต อ้วนกลมกันแน่ ๆ สำหรับสมาชิกในตระกูล มีหมีหลากหลายชนิดจากทั่วมุมโลก การดำรงชีพของหมีหลัก ๆ นั้นจำเป็นต้องกินอาหารจำพวกพืชเป็นหลัก หมีจะชอบกินผลไม้ป่า ลูกไม้ป่าเป็นอย่างมาก หรือแม้กระทั่งเวลาที่พ้นภาวะจำศีลออกมาใหม่ ๆ การขุดรากไม้ กินพืชหัวชนิดต่างๆ มักเป็นสิ่งแรกที่หมีจะทำ ก่อนที่จะไปออกหาโปรตีนชนิดอื่นมาเสริมเพิ่มเติม บรรดาเพื่อนหมีทั้งหลาย ได้แก่ หมีสีน้ำตาล (Grizzly bear) หมีดำอเมริกา (American black bear) หมีสลอท (Sloth bear) ชอบกินแมลงและปลวกเป็นพิเศษ จมูกของหมีสลอท จะมีแผ่นปิดรูจมูกได้สนิท เพื่อประโยชน์ในการปกป้องฝุ่นผงที่อาจเกิดขึ้นขณะเป่าหาปลวกและแมลง หมีแว่น (Spectacled bear) จะมีลักษณะพิเศษ คือ ขนสีขาวเป็นวงอยู่รอบดวงตาทั้งสองข้าง ทำให้ดูเหมือนกับการสวมแว่น ส่วนหมีที่อยู่ในบ้านเรา คุ้นหน้าคุ้นตากันดี คือ หมีควาย (Asiatic black bear) และหมีหมา (Sun bear) ส่วนหมีขาวขั้วโลกนั้น (Polar bear) มีความพิเศษในเรื่องการกินอาหารที่ค่อนข้างแตกต่างจากสมาชิกหมีอื่น ๆ คือ ล่าแมวน้ำเป็นอาหารหลัก ซึ่งต่างจากหมีแพนด้า (Giant panda) ที่มักใช้เวลาไปกับการกินต้นไผ่อร่อย ๆ มากกว่าจะล่าสัตว์อื่น ๆ นอกจากนี้ นิ้วมือของแพนด้ายังพิเศษตรงที่มีการพัฒนาให้กระดูกข้อมือ (radial sesamoid bone) ยื่นมาจนดูคล้ายกับนิ้วโป้ง ช่วยในการหยิบจับต้นไผ่ได้กระชับมือ เคี้ยวอร่อยยิ่งขึ้น
- Raccoon family สัตว์ที่อยู่ในตระกูลนี้ มีจุดสังเกตที่ชัดเจน คือ การสวมหน้ากาก ได้แก่ แรคคูน แพนด้าแดง (Red panda or lesser panda) และ Coati

- Weasel family สมาชิกในตระกูลนี้ที่น่าจะคุ้นเคยกัน ได้แก่ เฟอร์เร็ต (Ferret) นาก (Otters) หมาไม้ (Martens) หมูหริ่ง (Badger) มิ้งค์ (Minks) และ Wolverine ที่ไม่ได้มีแค่ในหนัง X-men สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญในตระกูลนี้น่าจะอยู่ที่ ลักษณะลำตัวที่ยาวเรียว ขาสั้น ขนฟูสวยงาม จึงมีบางชนิดที่ถูกล่าเพื่อนำขนไปทำเป็นเครื่องนุ่งหุ่มจนเกือบสูญพันธุ์ และแม้แต่ตัวสกั๊งค์ (Skunk) ก็เป็นสมาชิกในตระกูลนี้ แต่ปัจจุบันได้มีการแยกออกไปให้อยู่ในตระกูลใหม่ ด้วยเหตุผลทางฟอสซิลที่ค้นพบ
- Civet family ในตระกูลนี้มีความสำคัญทางการแพทย์และเครื่องสำอางค์ เพราะมีลักษณะของต่อมข้างก้น ที่จะผลิตของเหลวที่นำไปใช้ประโยชน์ได้เป็นเครื่องหอมและส่วนประกอบสำคัญทางยา น่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ชะมดเช็ด” มาบ้าง ซึ่งก็คือในกลุ่มนี้นี่เอง มีทั้งชะมด อีเห็น หมีขอ (Binturongs) พังพอน (Mongoose) เมียแคท (Meerkats) และฟอสซา (Fossa) โดยมากสัตว์ในตระกูลนี้จะเป็นสัตว์ที่อยู่พื้นเมืองในแต่ละแถบทวีป เช่น ทางแถบยุโรปตอนใต้ ทางเอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้กระทั่ง เกาะมาดากัสการ์ นอกจากนี้ สัตว์บางชนิดในตระกูล ยังเป็นเครื่องผลิตกาแฟชั้นยอดของโลก ที่เรียกว่า Kopi luwak ที่ผลิตโดยอีเห็นที่เลือกกินผลเมล็ดกาแฟ ที่อยู่ในสวนกาแฟแถบอินโดนีเซีย แล้วให้อึออกมา ก่อนจะเก็บอึนั้นไปทำการผลิตตามขั้นตอนการผลิตกาแฟ สนนราคาถือว่าสูงมาก ซื้อขายกันในราคาปอนด์ละ (450 g.) 180$ แต่คาดว่าจะคุ้มค่า เพราะมีการรับประกันคุณภาพโดยสถาบันที่มีชื่อเสียงในด้านการทดสอบกลิ่นและรสชาติของกาแฟ ในระดับต้น ๆ ของโลก
- Hyena family ถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่น่าสงสาร มักจะได้รับบทผู้ร้ายเสมอในการ์ตูนจากฝั่งฮอลลีวูด อาจด้วยลักษณะของหน้าตาแสยะยิ้ม ประกอบด้วยท่าทางเหมือนวางก้าม จึงถูกยัดเยียดให้ได้รับบทร้าย ๆ ซึ่งแตกต่างจากชีวิตจริงโดยสิ้นเชิง ไฮยีน่ามี 3 ชนิด ได้แก่ ไฮยีน่าลายจุด (Spotted hyena) ไฮยีน่าสีน้ำตาล (Brawn hyena) และไฮยีน่าลายทาง (Striped hyena) ในเรื่องการกินต้องยกให้ไฮยีน่าลายจุดเพราะมีลำตัวขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับไฮยีน่าอีก 2 ชนิด ทั้งยังมีนิสัยในการออกล่าสัตว์เอง แย่งขโมยของสัตว์อื่น หรือแม้แต่การเก็บกินซากสัตว์อื่นที่ตาย เหตุที่ไฮยีน่าสามารถกินทุกสิ่งอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นหนัง เขา กีบ กระดูก เนื่องจากกระเพาะของไฮยีน่าลายจุดสามารถจะย่อยสิ่งที่กินไปแล้วนำไปทำให้เกิดประโยชน์ได้หมด ส่วนไฮยีน่าสีน้ำตาลและไฮยีน่าลายทาง จะออกแนวเก็บกินซาก (Scavenger) แมลง สัตว์ขนาดเล็ก ไข่นก ผักผลไม้ต่าง ๆ คล้ายกับ Aardwolf ที่จัดเป็นสมาชิกนี้เช่นเดียวกัน

เรียบเรียง : อ.สพ.ญ. ศุภลักษณ์ แก้วขวัญ
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร


2 Responses to “เรื่อง Carnivore สัตว์กินเนื้อ ที่ไม่ได้กินแต่เนื้อ”
เป็นแฟนเพลงของผู้แต่งอ่ะค่ะ..เขียนมาอีกนะคะ จะตามอ่านค่ะ หุๆๆ ^___^
อยากอ่านของกลุ่ม herbivore มั่ง V1 พร้อมยังคะ???
แอบถาม(ห้ามแอบอ่าน) พังพอน (mongoose)กับเพียงพอนนี่อย่างเดียวกันหรือเปล่าคะ เคยอ่านเจอในไหนไม่รู้ เค้าแปล weasel เป็นภาษาไทยว่าเพียงพอน ใช่รึป่าวคะ..
มาตอบคำถามให้มิตรรักแฟนเพลงค่ะ
พังพอนกับเพียงพอนอยู่คนละวงศ์ (family)กันนะคะ ตัวพังพอน หรือ mongoose นั้นเป็นญาติๆ กันกับชะมด อีเห็น ซึ่งถ้าตามอนุกรมวิธานที่แยกอย่างละเอียด จะมีการแยกเป็น Family Herpestidae ที่จัดไว้เป็นวงศ์เฉพาะพังพอนเพียงอย่างเดียว ในบ้านเราจะมีพังพอน 2 ชนิด คือ พังพอนเล็ก หรือพังพอนธรรมดา (Small Asian or Javan mongoose) และพังพอนกินปู (Crab-eating mongoose)
แต่ว่าเพียงพอน (weasel) นั้น อยู่ใน Family Mustelidae หรือในบทความนี้เรียก Weasel family ค่ะ บ้านเราจะมีเพียงพอนอยู่ 3 ชนิด คือ เพียงพอนเหลือง (Siberian weasel),เพียงพอนเส้นหลังขาว (Back-striped weasel), เพียงพอนเล็กสีน้ำตาล (Malayan weasel)
Leave a Reply: