งูหางกระดิ่ง(RATTLESNAKE)

February 4th 2010 | Posted by dayajung

สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับสู่เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัตว์นานาชนิด ที่บางคนอาจยังไม่เคยทราบมาก่อนค่ะ  เนื่องจากมีน้องขอข้อมูลเกี่ยวกับงูหางกระดิ่ง ทางพี่ก็เต็มใจที่จะจัดให้นะคะ เรามาอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ

1

2งูหางกระดิ่งจัดอยู่ใน

Kingdom : Animalia

      Phylum : Chordata

             Class : Reptilia

                      Order : Squamata

                               Suborder : Serpentes

                                          Family : Viperidae

                                                    Subfamily : Crotalinae

                                                             Genera : Crotalus Linnaeus, 1758

                                                                                  Sistrurus German, 1883

Crotalus มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า ‘castanet’ ส่วนคำว่า Sistrurus นั้นเป็นภาษาละตินที่มีความหมายในภาษากรีกว่า ‘tail rattler’ และมีความหมายตามรากศัพท์เดิมว่า เครื่องดนตรี ด้วย ซึ่ง sistrum เป็นอีกสกุลของงูหางกระดิ่ง

งูชนิดนี้มีกว่า 30 ชนิด (spicies) ตัวอย่างเช่น

-          Diamondback, (C. adamanteus);

-          The western diamond (back) rattlesnake, (C. atrox);

-          The red diamond rattlesnake, (C. ruber);

-           The Mohave rattlesnake, (C. scutulatus);

-          The sidewinder, (C. ceraster);

-          Timber rattlesnake, (C.horridus);

-          Three subspecies of the westernrattlesnake, (C. viridis);

-          The prairie rattlesnake, (C. v. viridis) เป็นต้น

 ทำไมถึงได้ชื่อว่างูหางกระดิ่งล่ะ??

 ที่ได้ชื่อว่างูหางกระดิ่งก็เนื่องมาจาก หางของงูชนิดนี้เป็นอวัยวะที่สามารถทำให้เกิดเสียงได้ โดยเสียงนั้นเกิดจากการสั่นสะเทือนถี่ ๆ ของปล้องเกล็ดเป็นข้อ ๆ ที่หาง ซึ่งปล้องเกล็ดนี้พัฒนามาจากเกล็ดหางส่วนปลายนั่นเอง ทุกครั้งที่มีการลอกคราบปล้องเกล็ดนี้ก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย 1 ปล้องต่อการลอกคราบ 1 ครั้ง

3

การลอกคราบนั้นอาจเกิดขึ้นหลายครั้งใน 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับอาหารที่ได้รับ และอัตราการเติบโต สำหรับลูกที่เกิดใหม่นั้นจะมีปล้องเกล็ดที่หาง 1 ปล้อง ซึ่งยังไม่สามารถสั่นให้เกิดเสียงได้ แต่เมื่อผ่านการลอกคราบครั้งแรกไปแล้วก็สามารถสั่นให้เกิดเสียงได้ การสั่นให้เกิดเสียงนั้นก็เพื่อเป็นการขู่เมื่อศัตรูเข้ามาใกล้นั่นเอง

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่างูตัวไหนเป็นงูหางกระดิ่ง??

 การจำแนกงูหางกระดิ่งนั้นก็มักดูที่ปลายหาง จะเห็นว่ามีหางเป็นข้อของปล้องเกล็ด ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ ส่วนของหัวมีลักษณะแบน ดูคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลักษณะรูม่านตาคล้ายแมว (cat eyes) คือ เป็นรูปวงรีวางตัวในแนวตั้ง งูในสกุล Crotalus จะมีความกว้างของหัวเป็นสองเท่าของลำคอ สามารถเห็นแอ่งรับรู้ความร้อนอินฟาเรด (loreal pits หรือ  lateral heat sensory organs ) ระหว่างตา และรูจมูกของแต่ละข้างของหัว ซึ่งเป็นบริเวณที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ทำให้งูสามารถรู้ตำแหน่งของเหยื่อได้แม้ในความมืด

4

สีของงูหางกระดิ่งนั้นต่างกันไปตามชนิด และระยะของการลอกคราบ ตัวอย่างสีของงูหางกระดิ่งที่มักพบได้แก่ สีน้ำตาล สีเหลือง สีเทา สีดำ สีคล้ายกับฝุ่นชอล์ก และสีเขียวมะกอก เป็นต้น

 นอกจากสร้างเสียงที่เกิดจากการสั่นที่ปลายหางให้ศัตรูไม่กล้าเข้ามาใกล้แล้ว งูหางกระดิ่งจัดได้ว่าเป็นงูมีพิษรุนแรงอีกชนิดหนึ่งด้วย งูหางกระดิ่งเป็นงูพิษในวงศ์ของ pit viper ลักษณะเขี้ยวมี 1 คู่โค้งยาวไปด้านหน้า โดยวางตัวอยู่ที่ปลายด้านหน้าของขากรรไกรบน สามารถขยับหมุนได้ เมื่องูหุบปากกระดูกขากรรไกรจะขยับหมุนให้เขี้ยววางราบไปตามความยาวภายในปาก ทำให้สามารถหุบปากลงมาได้ ภายในเขี้ยวเป็นท่อกลวงซึ่งจะลำเลียงพิษมาจากต่อมพิษที่อยู่ข้างแก้มมาเปิดที่ปลายเขี้ยว ทำหน้าที่เหมือนเข็มฉีดยาในการปล่อยน้ำลาย และพิษเข้าตัวเหยื่อ งูหางกระดิ่งสามารถควบคุมปริมาณของพิษเมื่อโจมตีเหยื่อได้ เมื่อเขี้ยวพิษคู่เก่าหลุดก็จะถูกแทนที่ด้วยคู่ใหม่โดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หรืออาจมากกว่า งูหางกระดิ่งไม่สามารถพ่นพิษได้ แต่จะปล่อยพิษโดยการกัดไปที่เหยื่อ

 5

พิษของงูหางกระดิ่งเป็น Hemotoxic venom คือ พิษของงูมีผลต่อเซลล์เม็ดเลือด และหลอดเลือด ทำให้เกิดอาการบวม และเลือดไหลไม่หยุดเพราะพิษไปมีผลต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด พิษของงูบางชนิดพันธุ์ เช่น งูหางกระดิ่งอเมริกาใต้ จะทำอันตรายต่อระบบประสาทอีกด้วย

 

ระยะในการโจมตีเหยื่อของงูหางกระดิ่ง แบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้

  1. Extend stage : งูมีความรวดเร็ว และแม่นยำมากในการพุ่งตัวไปหาเหยื่อ ลำตัวของงูจะเริ่มเหยียดตรง และหัวพุ่งไปหาเหยื่อที่อยู่ด้านหน้า ขากรรไกรเปิดออก เขี้ยวโค้งไปด้านหน้า
  2. Contact stage : เป็นระยะที่ขากรรไกรของงูสัมผัสกับเหยื่อ โดยที่ส่วนคอ และลำตัวส่วนหน้าของงูจะอยู่ในแนวตรง (vertical plane) เขี้ยวฝังลงไปในเหยื่อ จากการทดลองของ Kardong และ Bels เมื่อปีคริสตศักราช  1998 พบว่างูสัมผัสเหยื่อครั้งแรกที่เวลาที่ 0.08 วินาที (วินาทีที่ 0 เป็นเวลาเริ่มจู่โจม)
  3. Release stage : เป็นระยะที่งูถอนเขี้ยวออกจากเหยื่อ ตรงกับวินาทีที่ 0.12
  4. Retract stage : เป็นระยะที่งูถอนหัวกลับมาจากเหยื่ออย่างรวดเร็ว ส่วนคอ และลำตัวกลับมาอยู่ในแนวนอน (horizontal plane) ลดระดับความสูงของคอ และลำตัวส่วนหน้าลง ปากเริ่มปิด ในวินาทีที่ 0.13-0.16

จะเห็นได้ว่างูหางกระดิ่งมีการจู่โจมที่รวดเร็วมากใช้เวลาเพียงแค่ 0.08 วินาทีก็จู่โจมถึงเหยื่อแล้ว ทั้งยังมีแอ่งรับรู้ความร้อนอินฟาเรด (loreal pits หรือ  lateral heat sensory organs) ที่ทำให้รู้ตำแหน่งของเหยื่อได้อย่างแม่นยำและมีพิษที่รุนแรงจึงจัดได้ว่าเป็นงูพิษที่อันตรายมากอีกชนิดหนึ่ง

หลายคนอาจได้ยินชื่อของงูชนิดนี้จนคุ้นหูไปแล้ว จนนึกว่างูหางกระดิ่งเป็นงูที่พบได้ในบ้านเรา แต่ความจริงแล้วถิ่นที่อยู่อาศัยของงูหางกระดิ่งนั้นเราสามารถพบได้เฉพาะในอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 เมตรในรัฐแคลิฟอร์เนีย และที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,000 เมตรในเม็กซิโก ยังสามารถพบได้ตามพื้นที่ทะเลทราย และภูเขาหินในทวีปอเมริกาอีกด้วย

อาหารของงูหางกระดิ่ง : งูหางกระดิ่งจะกินอาหารประมาณ 40% ของน้ำหนักตัวในแต่ละปี แต่ตัวผู้อาจกินได้ถึง 123% ของน้ำหนักตัว งูหางกระดิ่งกินสัตว์จำพวกสัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นงูหางกระดิ่งขนาดใหญ่อาหารของพวกมันอาจเป็นกระรอก กระต่าย แพรี่ ด็อก(prairie dogs) หนู wood rats และบางครั้งอาจเป็นสัตว์กินเนื้อขนาดเล็ก ได้แก่ พังพอน (weasels) และ สกั้งส์ (skunks)

เรื่องของการผสมพันธุ์ : งูหางกระดิ่งนั้นมีฤดูผสมพันธุ์ในช่วง 2 เดือนของฤดูใบไม้ผลิเมื่องูออกจากการจำศีล อสุจิจากตัวผู้สามารถอยู่ในตัวเมียได้นานเป็นปี ในช่วงฤดูร้อนตัวเมียที่ตั้งท้องจะไม่กินอาหาร งูหางกระดิ่งออกไข่และฟักภายในตัวเอง (ovoviviparous) ลูกงูจะออกมาในฤดูใบไม้ร่วง ครั้งละ 5-12 ตัว ลูกงูที่ออกมามีความยาวประมาณ 6-8 นิ้ว (15-20 เซนติเมตร) ลูกงูหางกระดิ่งนั้นมีปล้องเกล็ดที่หาง 1 ปล้อง สามารถผลิตพิษได้แต่จำนวนน้อย และพิษยังไม่รุนแรงมาก งูหางกระดิ่งโตเต็มวัยเมื่ออายุได้ 3 ปี หรืออาจมากกว่านั้นในงูที่อยู่ทางตอนเหนือ งูหางกระดิ่งอาจจะไม่ได้ออกลูกในทุก ๆ ปีก็ได้ การแยกว่าโดยการดูจากภายนอกว่าเป็นเพศผู้ หรือเพศเมียนั้นไม่ง่ายนัก แต่ที่สามารถใช้ในการสังเกตได้คือ ความยาวตั้งแต่รูเปิดทวาร (vent) จนถึงสุดปลายหาง (rattles) โดยเพศผู้จะยาวกว่าเพศเมีย

6

สถานภาพปัจจุบันของงูหางกระดิ่งนั้น ไม่ได้จัดอยู่ในสถานภาพที่หายาก หรือใกล้สูญพันธุ์ งูเหล่านี้จึงไม่ได้รับการปกป้องนอกจากงูที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแห่งชาติ และศูนย์อนุรักษ์เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามที่อยู่อาศัยของงูเหล่านี้กำลังถูกคุกคามซึ่งอาจส่งผลให้จำนวนของงูหางกระดิ่งให้ลดลงได้ในอนาคต ถึงจะมีพิษที่รุนแรงแต่ถ้าเราไม่ไปรุกรานเขา เขาก็ไม่มาทำร้ายเราหรอกนะคะ สัตว์ทุกชนิดถูกสร้างมาเพื่อให้ระบบนิเวศนี้สมดุล ดังนั้นเราควรช่วยกันอนุรักษ์นะคะ

 

เรียบเรียงและรวบรวมข้อมูล : สพ.ญ. จารุวี  ค่ายมั่น

 

แหล่งอ้างอิง

Howard,  W. E. (1994). Prevention and Control of Wildlife Damage. F-21-26.

Kardong, K. V. and Bels, V. L. (1998). Rattlesnake Strike Behavior: Kinematics. The Journal of Experimental Biology. 201: 837-850.

www.bio.umass.edu

http://en.wikipedia.org/wiki/Rattlesnake

 http://www.2snake2fish.com

2 Responses to “งูหางกระดิ่ง(RATTLESNAKE)”

ฉลามบก | February 9th, 2010 at 5:18 pm
commenter

สงสัยครับ….ถ้าเดินป่า แล้วบังเอิญไปเหยียบหัวงูหางกระดิ่ง แล้วมันโมโหกัดเข้าเต็มๆที่เท้า ผมมีเวลากี่นาทีในการกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดออกจากป่า ไปให้ถึงมือหมอครับ…แล้วถ้าอยู่ในป่าลึก พอจะมีสมุนไพรตัวไหนชะลอพิษชนิดนี้ไปบ้างหรือป่าว…แบบว่ากลัวงูมากครับ

commenter

ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านในหัวข้อนี้ และขอบคุณสำหรับคำถามนะคะ
กรณีถูกงูกัดควรปฏิบัติดังนี้
เมื่อถูกงูกัดอย่าตื่นตกใจ พยายามให้ส่วนที่ถูกกัดอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ เมื่อถูกงูกัดพยายามอย่าขยับเขยื้อนส่วนที่ถูกกัด ไม่ใช้การประคบเย็นเหนือบาดแผล ไม่ใช้มีดเปิดปากแผล ไม่ควรดูดพิษ ไม่ควรใช้สายรัดแน่นเหนือบริเวณแผล แต่เป็นการรัดแน่นปานกลางพอที่จะใช้นิ้วมือหนึ่งนิ้วสอดระหว่างผ้ากับผิวหนังที่รัดได้เหนือบริเวณที่ถูกกัด ในระหว่างนำส่งแพทย์ มีเวลาประมาณ 30-60 นาที (หรืออาจมากกว่านั้นซึ่งขึ้นกับแต่ละบุคคล) ในการนำส่งแพทย์เพื่อทำการรับเซรุ่มแก้พิษ และทำการรักษาต่อไป งูหางกระดิ่งเป็นงูพิษที่พิษของมันมีผลต่อระบบเลือดซึ่งคล้ายกับพิษของงูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้ที่พิษมีผลต่อระบบเลือดเช่นกัน แต่ความรุนแรงก็ขึ้นกับชนิด ช่วงอายุของงู
เอาล่ะเป็นอันว่ามาเดินป่าไม่มีแพทย์ ออกไปไหนไม่ได้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้วิถีชาวบ้านคือ สมุนไพร ตัวอย่างสมุนไพรที่มีรายงานว่ามีสรรพคุณในการแก้พิษงูมีดังนี้
เสลดพังพอน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barleria lupulina Lindl.
ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE
หัว แก้พิษงู ถอนพิษงู แก้พิษตะขาบ แมงป่อง ราก แก้พิษตะขาบ แมลงป่อง พิษงูกัด ต้น แก้พิษงู ใบ แก้พิษงู ทั้งต้น แก้งูพิษทุกชนิดกัด เถา ถอนพิษ แก้พิษฝี แก้บวมอักเสบ แก้พิษแมลงกัดต่อย พิษตะขาบ แมลงป่อง แก้พิษงู
เอาทั้งต้นตลอดถึงราก นำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสมกับสุรา คั้นเอาเฉพาะน้ำยา ใช้รับประทาน ใช้กากยาพอกที่ปากแผล หรือ ตำต้นเสลดพังพอน ผสมกับสุราอีกส่วนหนึ่ง ใช้พอกปากแผลก็ยิ่งดี มีสรรพคุณแก้พิษงูกัดได้ผลดี

ผักเสี้ยนผี
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cleome viscosa Linn.
ชื่อวงศ์: CLEOMACEAE
เอาทั้งต้นตลอดถึงราก นำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสมกับเหล้า
คั้นเอาเฉพาะน้ำยา ใช้รับประทาน ใช้กากยาพอกที่ปากแผล มีสรรพคุณแก้พิษงูกัด

ฟ้าทะลายโจร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm. F) Wall. ex Nees

ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE

ต้นฟ้าทะลายโจรเอาทั้งต้นตลอดถึงราก 1 กำมือ นำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้แหลกผสมกับสุรา คั้นเอาเฉพาะน้ำยาประมาณ 1 ถ้วยชา ใช้รับประทาน ใช้กากยาพอกที่ปากแผล มีสรรพคุณแก้พิษงูกัดได้ผลดี

การใช้สมุนไพรนั้นมีข้อระวังคือ อาจทำให้แผลสกปรก ติดเชื้อ และอาจเป็นบาดทะยังตามมาได้นะคะ
หากท่านใดมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมุนไพรแก้พิษงู สามารถแบ่งปันความรู้กันได้นะคะ

แหล่งอ้างอิง

http://www.dtam.moph.go.th
http://www.ehow.com
http://www.pattanakit.net
http://www.samunpri.com
http://drpaitoon.com
http://phoenix.about.com

Leave a Reply:

Name (required):
Mail (will not be published) (required):
Website: