เว็บบอร์ดหมอสัตว์ป่า ชมรมสัตวแพทย์สัตว์ป่าและสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ZWVST Zoo and Wildlife Veterinarians Society of Thailand
กันยายน 04, 2010, 07:18:23 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ของดการสมัครสมาชิกใหม่เว็บบอร์ดแบบอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว หากท่านสนใจสมัครสมาชิกร่วมสนทนาในเว็บบอร์ดชมรมฯ ขอให้ส่งอีเมล์แนะนำตัว และ username ที่ต้องการไปที่ zwveditor@gmail.com
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 3 คนผู้รอดจากโรคพิษสุนัขบ้า รักษาจนหาย  (อ่าน 1191 ครั้ง)
Karn
Administrator
แมวดาว
*****

กำ: +34/-1
กระทู้: 93


« เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 06:27:58 AM »

มีข่าวถึงวิธีในการรักษาผู้ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ด้วยวิธีการทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโคม่า หมดสติ เป็นเวลาหลายสัปดาห์เพื่อปกป้องสมอง พร้อมทั้งให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง
คุณหมอท่านใหนมีความเข้าใจเรื่องนี้บ้างครับ น่าสนใจขยายความให้ท่านอื่นๆ ฟัง

Boy, 15, Becomes 1 of Only 3 Known Rabies Survivors Worldwide (AP)

http://www.foxnews.com/story/0,2933,453244,00.html


A 15-year-old boy from Brazil who contracted rabies from the bite of a vampire bat is recovering after doctors used a novel treatment developed at Children's Hospital of Wisconsin.

"This is wonderful news," said Rodney Willoughby Jr., a pediatric infectious disease specialist at the hospital and the Medical College of Wisconsin.

Willoughby supervised a team that used the same type of treatment protocol in 2004 to save the life of Jeanna Giese, a Fond du Lac teenager. At the time, Giese was the only person known to have survived rabies without having been vaccinated.

Click here to read about Giese.

The case is one of only three known cases worldwide in which a person survived a confirmed rabies infection, the Brazilian health ministry said in a statement.

The survivors were all children and all were treated with what is referred to as the "Milwaukee protocol," according to Willoughby and the health ministry.

The 15-year-old who lives in Recife, the capital of the northeastern state of Pernambuco, was bitten in mid-September by a bat while he was sleeping. He survived the rabies virus after a month in the hospital. His recovery was announced Friday by the Pasteur Institute in Brazil.


Recife is the hometown of Willoughby's wife. He had met doctors there in 2005 and spoke to them about the protocol at Oswaldo Cruz University Hospital, where the boy was treated.

Physicians there closely followed the Milwaukee protocol, Willoughby said. It wasn't until after about three weeks that Willoughby, who speaks Portuguese, first began talking with doctors there about when the boy should be brought out of the coma.

"This is very optimistic because people can essentially do this by themselves without being coached by us," he said.

The boy is now responding to verbal commands, Willoughby said, but doctors at the hospital have not ruled out possible damage to his motor functions.

His case, another involving an 8-year-old Colombian girl and that of Giese all involved close versions of the same treatment: A regimen of drug therapies and a medically induced coma to protect the brain while the virus attacked the body.

The approach had never been used until Giese arrived at Children's Hospital in 2004 with blurred vision, slurred speech and periods of unconsciousness.

Like Giese, the Colombian girl had not been vaccinated for the rabies virus. The Colombian girl died last month of unrelated causes, according to El País, a Colombian newspaper. She was first treated about a month after being bitten by a cat.

The 15-year-old boy had been vaccinated, but the rabies had progressed while his body was developing his immune response, Willoughby said.

Previously, five people in the world were known to have survived fully developed rabies who had been vaccinated. The boy is the only survivor where the virus was detected before treatment.

The presence of the rabies virus and the boy's recovery are important, Willoughby said, because "there are a lot of skeptics out there and one of the arguments made is that people who survived, including Jeanna, did not have the rabies virus in them."

"The argument is that they were clearing (the virus) themselves. In this case, he had the virus."

The treatment used by Willoughby and his team at Children's has invited criticism, including a paper this spring in the Transactions of the Royal Society of Tropical Medicine and Hygiene, which concluded there was no evidence the cocktail of drugs used in the Milwaukee protocol played a key role in Giese's recovery.

"The fact of the matter is that there has been heavy rear-guard action against this approach," Willoughby said.

The repeated success shows the protocol works, he said.

In addition to the first case with Giese, Willoughby said that doctors worldwide have used variations of the procedure 17 times, with some doctors using the protocol more closely than others. Doctors aren't required to follow it exactly, but Willoughby counts all attempts.

The important point is that people become vaccinated for rabies, Willoughby said.

"You should get your shots," he said.

An estimated 55,000 people die each year from rabies around the world, according to the American Veterinary Medical Association.

One or two people die each year in the United States, the association said.
บันทึกการเข้า
YingeXtreme
เฮี้ยว ซ่า บ้า ติ๊งต๊อง..
เสือโคร่ง
*****

กำ: +113/-8
กระทู้: 1416



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 09:20:17 AM »

ขอบคุณสำหรับสาระประโยชน์ที่นำมาฝากนะคะ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

Dulsit Snidvongs
เสือปลา
***

กำ: +11/-3
กระทู้: 413



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 10:09:06 AM »

โรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้า
(Rabies)
 
โรคกลัวน้ำ ในความหมายอื่น โปรดดู โรคกลัวน้ำ (จิตวิทยา)
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือ โรคกลัวน้ำ หรือในภาษาอีสานเรียกว่า โรคหมาว้อ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง ที่มนุษย์รู้จักมากว่า 500 ปีแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากการกัด หรือ ข่วน จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว หนู เป็นต้น เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เรบีส์ ไวรัส (Rabies) ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาหาย แต่สามารถป้องกันได้ ผู้ป่วยมักคงสภาพอยู่ได้นานไม่เกิน 1 สัปดาห์ และเสียชีวิต เนื่องจากอัมพาตของกล้ามเนื้อ และระบบทางเดินหายใจ ในประเทศไทย ยังมีรายงานการเกิดโรคพิษสุนัขบ้า โดยสาเหตุหลักเกิดขึ้นจาก สุนัข

เนื้อหา
1 เชื้อพิษสุนัขบ้า
2 อาการของโรค
2.1 อาการแบบคลุ้มคลั่ง
2.2 อาการอัมพาต
3 การป้องกันและรักษา
3.1 การป้องกัน
3.2 การปฏิบัติหลังคาดว่าได้รับเชื้อ
3.3 การเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการ
4 พาหะนำโรค
4.1 การติดต่อ
4.2 แนวโน้มของการระบาด
 
 เชื้อพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากไวรัสเรบี่ส์ (Rabies) ซึ่งเป็น อาร์ เอน เอ ไวรัส (RNA virus) สายเดี่ยว จัดอยู่ใน Family Rhabdoviridae, genus Lyssavirus และมีทั้งหมด 7 types ซึ่งไวรัสทุกตัวใน genus นี้ มี antigenicity ที่คล้ายคลึงกัน แต่จากการทดสอบด้วย Monoclonal antibody พบว่าไวรัสแต่ละตัวมี nucleocapsid และรูปแบบของ surface protein ที่อาจแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลกหรือในสัตว์แต่ละชนิด ไวรัสชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ในระบบประสาท จึงทำให้สัตว์ หรือ มนุษย์ที่ป่วยโรคนี้แสดงอาการทางประสาทออกมาอย่างเด่นชัด ลักษณะของเชื้อ รูปร่างคล้ายกระสุนปืน ปลายด้านหนึ่งโค้งมนและปลายอีกด้านหนึ่งตัดตรง เชื้อโรคชนิดนี้ตายได้ง่าย ถ้าถูกแสงแดด หรือแสงอุลต้าไวโอเลต จะตายใน 1 ชั่วโมง ถ้าต้มในน้ำเดือด จะตายภายใน 5 -10 นาที ถ้าถูกน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น ไลโซล ฟอร์มาลีน แอลกอฮอล์ ทิงเจอร์ไอโอดีน และโพวีโดนไอโอดีน และสบู่หรือผงซักฟอก เชื้อจะตายภายในเวลารวดเร็ว

 อาการของโรค
 
ผู้ติดเชื้อ โรคพิษสุนัขบ้าอาการแสดงของโรค มักเป็นการอักเสบสมองและเยื่อสมอง ในระยะ 2-3 วันแรก ผู้ป่วยจะปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีไข้ คันหรือปวดบริเวณรอยที่ถูกกัด ทั้ง ๆ ที่แผลอาจหายเป็นปกติแล้ว ต่อมาจะหงุดหงิด กระสับกระส่าย ตื่นเต้นไวต่อสิ่งเร้ารอบกาย ไม่ชอบแสง ลม มีน้ำลายไหล กล้ามเนื้อคอกระตุก เกร็งขณะพยายามกลืนอาหารหรือน้ำ ทำให้เกิดอาการ "กลัวน้ำ" ต่อมาจะเริ่ม เพ้อคลั่ง สลับกับอาการสงบ ชัก ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นอัมพาต โดยมีอาการแขนขาอ่อนแรง หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด เนื่องจากส่วนที่สำคัญของสมองถูกทำลายไปหมด

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า ยังจำแนก ได้ออกเป็นอีก 2 ประเภท ดังนี้ อาการแบบคลุ้มคลั่งโดยเฉลี่ยเสียชีวิตใน 5 วัน เพราะโรคลุกลามอย่างเร็ว โดยอาจแสดงอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. อาละวาดผู้ป่วยจะกระวนกระวาย ตื่นเต้นต่อสิ่งเร้าได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น เสียง แสง และ ลมเป็นต้น รู้ตัวและไม่รู้ตัวบ้าง ซึ่งอาการจะรุนแรงยิ่งขึ้น จนอาละวาด ไม่อยู่สุข บางครั้งอาจจำไม่ได้ ไม่เข้าใจตนเอง ขณะแสดงอาการ จะเป็นเช่นนี้ประมาณ 2 - 3 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มซึมเศร้า ไม่รู้สึกตัว มีความดำโลหิตต่ำ ซ็อกและอาเจียนเป็นเลือดได้
2. กลัวกลัวน้ำ กลัวลม ลักษณะดังกล่าว อาจไม่พบร่วมกัน อาจเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เห็นได้ชัดขณะที่ผู้ป่วยรู้สึกตัว พอผู้ป่วยเริ่มซึมเศร้า อาการก็จะเริ่มหายไป ผู้ป่วยจะมีอาการถอนหายใจซึ่งเกิดขึ้นเอง
3. แสดงออกทางร่ายกายคันเฉพาะที่ตรงถูกสัตว์กัดในรูปของคัน ปวดแสบปวดร้อน ปวดลึก ๆ ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วแขน ขา หรือหน้าซีดที่ถูกกัด ผู้ป่วยอาจขนลุก รูม่านตาไม่สนองต่อแสง และ น้ำลายไหลมากผิดปกติ จะต้องบ้วน หรือถ่มเป็นระยะๆ

อาการอัมพาตเกิดจากการที่ไวรัสรุกรามเข้าไปในส่วนต่างๆ โดยเฉลี่ยเสียชีวิตใน 13 วัน โดยจะมีอาการอ่อนแรงของแขนขาการป้องกันและรักษาปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ การรักษาจึงทำได้เพียงการดูแล ประคับประคอง และรักษาตามอาการ เท่าที่จะทำได้เท่านั้น วิธีการดูแลผู้ป่วย ทำได้ดังนี้ แยกผู้ป่วยให้ปราศจากสิ่งเร้าต่างๆ เช่น ห้องที่สงบ ปราศจากเสียงรบกวน แต่ไม่จำเป็นต้องปิดไฟ ให้สารอาหารแบบน้ำเข้าทางเส้นเลือด เนื่องจากผู้ป่วยมักจะกินอาหารไม่ได้ ผู้ให้การดูแล ควรใส่เสื้อผ้ามิดชิด ควรใส่แว่นตา ผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้ป่วย การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ดีที่สุดคือ ระวังอย่าให้ถูกสุนัขกัดหรือแมวกัด เพราะการติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะมาจากน้ำลายสัตว์ที่เป็นโรคอยู่แล้ว ที่สำคัญที่สุด คือ การเสริมภูมิคุ้มกันในสุนัข ซึ่งเป็นสัตว์นำโรคหลัก รวมทั้ง การควบคุมจำนวนสุนัขการปฏิบัติหลังคาดว่าได้รับเชื้อเมื่อสงสัยว่าได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรจะดำเนินการดังต่อไปนี้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทราบ ประสานกับปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อควบคุมโรค
ตัดหัวสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า นำไปชันสูตรยืนยันที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจสอบยืนบันว่ามีเชื้ออยู่และจะได้ดำเนินการต่อไป

การเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการในการการเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการ ควรกักหีขังสัตว์ไว้ในที่ปลอดภัย และเฝ้าดูอาการประมาณ 15 วัน ไม่ควรทำลายสัตว์โดยไม่จำเป็น ควรปล่อยให้สัตว์ตายเอง ซึ่งจะตรวจพบเชื้อได้ง่าย และแน่นอน ในการส่งซาก หลังจากที่สัตว์ตายลง ถ้าเป็นสัตว์เล็กเช่นสุนัข แมว การส่งตัวอย่างอาจส่งเฉพาะหัว หรือส่งทั้งซากก็ได้ แต่ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่เช่น โค กระบือ ต้องตัดหัวหรือสมองสัตว์ใส่ถุงพลาสติกแช่น้ำแข็ง นำส่งห้องปฏิบัติการ เพราะตัวอย่างที่จะใช้ตรวจโรคคือสมองของสัตว์ ซึ่งต้องทำอย่างระมัดระวัง อย่าใช้วิธีทุบที่กระโหลก เพราะอาจทำให้สมองเละ ตรวจหาสมองส่วน แอมมอนส ฮอน (Ammon's horn) ได้ยาก แล้วส่งให้เร็วที่สุด โดยต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง โดยผู้ทำการต้องสวมถุงมือ หรือใช้ถุงพลาสติกหุ้มมือให้มิดชิด และล้างมือให้สะอาดหลังจากเก็บซาก
พาหะนำโรค สุนัข สาเหตุหลัก ของโรคพิษสุนัขบ้าพาหะนำโรค เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้แก่ สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ป่า เช่น สุนัข แมว หนู ลิง ชะนี กระรอก สกั้งค์ แรคคูน และค้างคาว ในประเทศไทยมักพบในสุนัข รองลงมาคือแมว และมีรายงานการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในโค ปีละประมาณ 60 ตัว ในการติดต่อจากคนถึงคน สามารถเกิดได้ตามทฤษฎี หรือทางผิวหนังที่มีบาดแผลเนื่องจากมีการพบเชื้อในน้ำลายของผู้ป่วย แต่ไม่เคยมีรายงานยืนยันที่แน่ชัด
การติดต่อ อาจเกิดขึ้นได้ โดยเชื้อไวรัสออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ติดเชื้อและเข้าสู่ร่างกายคนทางบาดแผล ซึ่งพาหะอาจ กัด ข่วน เลีย หรือมีน้ำลายกระเด็นเข้าตา จมูก นอกจากนี้ เชื้ออาจติดต่อจากการกิน ถ้ามีบาดแผลภายในช่องปากหรือหลอดอาหาร ซึ่งจะพบกรณีสัตว์กินเนื้อตัวป่วย หรือที่ตายใหม่ๆ เข้าไป
แนวโน้มของการระบาดของโรคส่วนใหญ่อยู่ในประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนา คาดว่ามีผู้เสียชีวิตปีละกว่า 30,000 คน
ในทวีปเอเชียมักมีสุนัขเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ ในประเทศไทยผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลงตามลำดับจาก 370 คนในปี พ.ศ. 2523 เป็น 30 คน ในปี พ.ศ. 2545 พบมากในภาคกลาง ปัจจุบันในทวีปยุโรปยังมีปัญหาในสัตว์ป่า เช่น สุนัขจิ้งจอก ซึ่งหลังจากมีการใช้วัคซีนชนิดกิน ทำให้อุบัติการของโรคลดลงไปมาก ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สามารถกำจัดโรคไปได้ใน ปีค.ศ. 1986 แต่ยังมีรายงานโรคนี้ในค้างคาวในเดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และเยอรมันตะวันตก ส่วนในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ยังมีปัญหาโรคนี้ในสัตว์ป่า  โรคพิษสุนัขบ้า เป็นบทความเกี่ยวกับ การแพทย์  ที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มแหล่งอ้างอิง คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น
เลยเอาความรู้มาให้ทุกคนได้ทราบครับ.............ดุลสิทธิ์ สนิทวงศ์ฯ
บันทึกการเข้า
DekNuan
แมวป่า
**

กำ: +37/-0
กระทู้: 195


The Johns Hopkins University, Homewood campus


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 11:28:00 AM »

มีข้อมูลของเคสเก่าที่รักษาด้วยวิธี coma induction ที่หมอธีระวัฒน์เรียบเรียงไว้ครับ

โรคหมาบ้าในไทยและหนทางรอดของผู้ป่วย     

      เมื่อปี 2005 ที่ผ่านมาถ้าติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า  ข่าวใหญ่ที่มาแรง ต้องหนีไม่พ้นการที่สหรัฐอเมริกามีรายงานความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยพิษสุนัขบ้าด้วยวิธี coma induction นอกจากจะเป็นการรักษาผู้ป่วยให้รอดชีวิตแล้วยังสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกด้วย  นับว่าเป็นผู้ป่วยรายที่ 2 ของโลกที่รอดชีวิตจากการรักษาและแทบไม่มีความพิการหลงเหลือ แต่วิธีการรักษาต่างจากผู้ป่วยที่รอดชีวิตรายแรกของโลกเมื่อปี 1972 ที่ประเทศสหรัฐอเมริการเช่นเดียวกัน

      การรักษาด้วยวิธีการ coma induction  เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าโดยทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะหมดสติเหมือนเจ้าหญิงนิทรา เพื่อชะลอไม่ให้มีการทำลายสมองจากสารพิษ (excitotoxicity) ด้วยวิธีการใช้ยานอนหลับชนิดต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ ยา ในกลุ่ม benzodiazepine และ ketamine ร่วมด้วยกับการให้ยาฆ่าไวรัส ( amantadine และ ribavirin)

      หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้สำเร็จนั้น วิธีการรักษาดังกล่าว ทำให้หลายประเทศต่างสนใจและให้ความสำคัญกับรูปแบบการรักษาดังกล่าว และในหลายประเทศต่างก็นำรูปแบบการรักษาไปใช้กับผู้ป่วย รวมถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ของประเทศไทย ซึ่งนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบประสาท ศ.นพ.ธีระวัฒน์  เหมะจุฑา ได้ทำการรักษาผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเพศชาย อายุ 33 ปี  เมื่อเดือนเมษายน 2006

       ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้ทำการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธี coma induction  ด้วยการฉีด diazepam และ sodium thiopental เข้าทางหลอดเลือดดำและทำให้คลื่นไฟฟ้าในสมองอยู่ในสภาวะ burst suppression ได้นาน 46 ชั่วโมง ร่วมกับการใช้ ketamine ขนาด 48 mg/kg/day  และยา ribavirin (48-128 mg/kg/day ) ผ่านทาง  nasogastric tube  ผลการรักษานั้นปรากฎว่าผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้เพียง 15 วันเท่านั้นก็เสียชีวิต จากการตรวจหาระดับ antibody ในผู้ป่วยรายนี้ไม่พบทั้งในเลือดและน้ำไขสันหลัง แต่ว่าสิ่งที่ตรวจพบนั้นกลับเป็นเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าจำนวนมากในน้ำลาย น้ำปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง รากผม ซึ่งสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่วันแรก

        จากผลการรักษาดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า วิธีการรักษาตามแบบฉบับของสหรัฐอเมริกาเป็นวิธีการรักษาที่ไม่ได้ผล ดังนั้น ถ้าจะนำวิธีการรักษาดังกล่าวไปใช้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักฐานสนับสนุนมากกว่านี้ เช่น ต้องผ่านการพิสูจน์ในสัตว์ทดลอง พิสูจน์ในแง่ของทฤษฎี รวมถึงหลักฐานอื่น ๆ ที่ส่งเสริมต่อวิธีการรักษา  นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธี coma induction  สูงถึง 3-3.5 ล้านบาทต่อราย (รพ.จุฬาฯ)

      เมื่อผลการรักษาผู้ป่วยในประเทศไทยล้มเหลว  ศ.นพ.ธีระวัฒน์และคณะ  จึงได้ทำ case report   Failure of Therapeutic Coma and Ketamine for Therapy of Human Rabies  เผยแพร่ในวารสาร  Journal of NeuroViology ในปี 2006  ซึ่งข่าวผลการรักษาล้มเหลวในครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่สามารถรักษาได้ โดยข้อมูลได้ถูกเผยแพร่ผ่านทางช่อง 5 ทั่วประเทศอังกฤษ และได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านทางช่อง BBC  เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2006 ที่ผ่านมา   ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึงเป็นรายงานที่มีความสำคัญมากเป็นการพิสูจน์ว่า วิธีการรักษาดังกล่าวไม่ได้ผล  ไม่ควรนำมาใช้  ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่นำวิธีนี้ไปใช้ผลการรักษาไม่ได้ผลเช่นกันแต่ไม่ได้รายงาน

         ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวถึงในแง่ของจริยธรรมของแพทย์กับการรักษาว่า การที่สหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า และได้ระบุขั้นตอนการรักษาที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเผยแพร่ข้อมูลออกไปเป็นวงกว้าง และการที่ประเทศไทยเองก็ได้รับทราบข้อมูล ถ้ามีผู้ป่วยแล้วไม่ทำการรักษา ดังนั้นหลักฐานในการรักษาที่ไม่ได้ผลนี้ จึงเป็นเครื่องหักล้างและเป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยมิได้นิ่งนอนใจหรือนิ่งเฉยต่อผู้ป่วย จะเป็นการทำผิดจริยธรรม

มาย้อนประวัติศาสตร์การรักษา

       เมื่อดูประวัติศาสตร์ย้อนหลังในผู้ป่วยรายแรกที่รอดชีวิตเมื่อปี 1972 ที่ประเทศสหรัฐฯ  ซึ่งรูปแบบในการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตเป็นการรักษาตามรูปแบบมาตรฐานทั่วไปในห้อง  ICU  ซึ่งก็ไม่ได้เหมือนกับการรักษาในรายล่าสุดที่รอดชีวิต แต่ว่าสิ่งที่น่าสนใจในรายล่าสุดที่รอดชีวิต คือ การตรวจพบ antibody  ทั้งในเลือดและในน้ำไขสันหลัง ตั้งแต่วันที่ 6 หลังจากที่เริ่มมีอาการ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นปรากฏการณ์ที่พิเศษและพบได้น้อยมากและเหมือนกับที่พบในผู้ป่วยรอดชีวิตรายแรกเช่นกัน และเป็นลักษณะเฉพาะตัวของพาหะนำเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าที่เป็นค้างคาว ซึ่งมักจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันขึ้นในคนได้เร็วกว่าพาหะที่เป็นสุนัข เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้ามีพาหะนำเชื้ออยู่ 2 ชนิดที่สำคัญ คือ ค้างคาวและสุนัขหรือแมว  โดยลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญของเชื้อไวรัสจากค้างคาวจะสามารถแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้แม้แต่รอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อย และคนไข้โรคพิษสุนัขบ้าในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ส่วนใหญ่แล้วจะมีค้างคาวกินแมลงเป็นพาหะไม่ใช่ค้างคาวดูดเลือดดังในประเทศละตินอเมริกา  ทางด้านประเทศในเขตร้อนพาหะจะเป็นสุนัข ซึ่งไวรัส จากพาหะทั้ง 2 ชนิดในสุนัขและค้างคาวพบว่าเป็น genotypeเดียวกัน แต่เมื่อศึกษาถึงลักษณะทางพันธุกรรมและลักษณะจำเพาะในการเติบโตในเซลล์และการแพร่กระจายพบว่า เชื้อไวรัสที่มีพาหะเป็นค้างคาวและสุนัขมีความแตกต่างกันชัดเจนรวมถึงการดำเนินการของโรคและอาการของผู้ป่วยที่ต่างกันอีกด้วย

       การติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจากค้างคาว ในผู้ป่วยที่สหรัฐอเมริกาดังที่มีรายงานในปี 2005 พบว่า สามารถตรวจพบ antibody ได้ตั้งแต่วันแรกของการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและเป็นวันที่ 6 หลังเริ่มมีอาการ สิ่งที่เป็นประเด็นสงสัยนั้น มีอยู่ว่า ผู้ป่วยที่รอดชีวิตเป็นผลจากการรักษาหรือไม่?  เนื่องจากว่าผู้ป่วยที่รอดชีวิตทั้ง 2 ราย ถูกค้างคาวกัด จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสแล้วร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันไว้เรียบร้อยแล้วและก็ไม่สามารถตรวจพบไวรัสในร่างกายได้เลยและผู้ป่วยรายแรกก็มีภูมิคุ้มกันตั้งแต่วันแรกเมื่อเข้าโรงพยาบาลเช่นกัน ประกอบกับการรักษาในห้อง ICU จึงทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิต  ลำพังวิธีการ coma induction  ไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต ซึ่งตรงกับที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตในวารสาร New England ปี 2005

       เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา รายงานผลการรักษา coma induction  ในประเทศไทยได้ถูกนำเสนอในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก  จากสมมติฐานที่ว่า ผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเสียชีวิตจากสารพิษที่เกิดขึ้นในสมอง  ซึ่งจากการศึกษาผู้ป่วยในประเทศไทยก็ไม่พบลักษณะพยาธิสภาพที่จะบ่งบอกว่าเสียชีวิตจากสารพิษตามสมมติฐานข้างต้นและได้รวบรวมตีพิมพ์ในวารสาร Current Neurology and Neuroscience Report ในปี 2006 ดังนั้น ทั้งรูปแบบการรักษา coma induction และการตายจากสารพิษ ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนและยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในบรรดาแพทย์ทางระบบประสาทอยู่อย่างต่อเนื่อง และทางสหรัฐฯ เองก็ได้นำรูปแบบการรักษา coma induction กลับไปใช้ในสัตว์ทดลอง เพื่อค้นหาคำตอบที่แท้จริง และความสมเหตุสมผล แต่การทดลองในสัตว์ อาจนำมาใช้ในคนไม่ได้ชัดเจนเนื่องจากสัตว์ทดลองอาจรอดชีวิตได้เองโดยแม้ไม่ต้องได้รับการรักษาเช่นกัน
       กล่าวโดยสรุป ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริการักษาผู้ป่วยและรอดชีวิตมีหลักที่สำคัญมีอยู่ 2 ประการ ประการแรก เชื้อโรคพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยพาหะนำโรคเป็นค้างคาว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีความรุนแรงน้อยกว่าสุนัข ประการที่ 2 ร่างกายของคนไข้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคได้จนทำลายเชื้อไวรัสไปได้หมด

ความคุ้มค่า
       ค่าใช้จ่ายในการรักษาแบบ coma induction  นั้นค่อนข้างสูง และที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งในประเทศที่ด้อยพัฒนาและมีอุบัติการณ์การเกิดโรคสูง เช่น อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่พบการตายสูง 35,000 รายต่อปี แต่สำหรับประเทศไทยนั้นพบประมาณ  20-30 รายต่อปี  เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายต่อรายตามวิธีการรักษาดังกล่าว ซึ่งถ้านำมาปรับเปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันล่วงหน้าโดยใช้วิธีฉีดเข้าชั้นผิวหนัง แทนการรักษา  พบว่า สามารถประหยัดและนำมาใช้ป้องกันโรคในคน (Pre-exposure prophylaxis)ได้มากกว่า 28,000 ราย
       อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย  วัคซีนยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกัน ซึ่งต่อปีมีจำนวนผู้ถูกสัตว์กัดและต้องได้รับวัคซีนประมาณ 5 แสนราย  ดังนั้น ในการให้วัคซีนจะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  และควรที่จะนำ pre-exposure prophylaxis บรรจุเข้าในการให้วัคซีนของประเทศ และแพทย์ควรที่จะให้ความสำคัญเพราะว่าในขณะนี้หนทางการรักษาเพื่อให้รอดนั้นยาก

 

ที่มา เมดิคอลไทม์  ปีที่ 8 ฉบับที่ 176  ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2550


บันทึกการเข้า

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย
DekNuan
แมวป่า
**

กำ: +37/-0
กระทู้: 195


The Johns Hopkins University, Homewood campus


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 11:36:15 AM »

Rabies

Hemachudha T, Wacharapluesadee S, Laothamatas J, Wilde H.
Neurology Division, Department of Medicine, Chulalongkorn University Hospital, Rama 4 Road, Bangkok 10330, Thailand. th-cu@usa.net

Curr Neurol Neurosci Rep. 2006 Nov;6(6):460-8.

Despite increases in our understanding of rabies pathogenesis, it remains an inevitably fatal disease. Lack of awareness, low level of political commitment to rabies control, and failure to recognize and correlate clinical, laboratory, and neuroimaging features contribute to continuing deaths. Clinical symptomatology, once believed to be unique, may be variable, even in patients associated with lyssaviruses of the same genotype. This article discusses virus transport, the role of virus and host response mechanisms in relation to protean clinical manifestations, and mechanisms responsible for relative intactness of consciousness in human rabies. Differential involvement of the anterior horn cell in furious rabies and the peripheral nerve in paralytic rabies is summarized. Escape mechanisms from host defenses explain why a fatal outcome is unavoidable regardless of therapy. Neuroprotective treatment, using a coma-induction regimen, proves not to be beneficial. Survival of patients with excellent recovery relies on early innate and adaptive immunity plus adequate intensive care support.
บันทึกการเข้า

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย
RP
เสือโคร่ง
*****

กำ: +149/-5
กระทู้: 2846



« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 11:39:11 AM »

-- เมื่อพูดถึงโรค Rabies ใน อเมริกา คนจะนึกถึงโรคนี้ในแง่ Wildlife disease มากกว่า เพราะ โรคนี้โดนปราบหมดไปจากประชากรสัตว์เลี้ยงแล้ว (ถ้าจะมี คือ สัตว์เลี้ยงติดจากสัตว์ป่า) แต่เมื่องไทยเราก็ดีขึ้นเยอะแล้วนะครับ สมัยเรียน เมื่อสิบกว่าปีก่อน ยังจำได้ว่า เมืองไทยเรามีคนตายจากโรคนี้ ปีละร้อยคน เป็นการตายอย่างทรมาน คือ มัดกับเตียง สมองโดนทำลาย ดิ้นรน จนสมองโดนทำลายอย่างสมบูรณ์แล้วค่อยตาย ปัจจุบันนี้ เห็นว่าอยู่ในหลักสิบต้นๆ และเป็นเด็กที่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ เวลาโดนสัตว์กัด จากสถิติที่หมดกานต์ post มา ในอเมริกามีปีละคนสองคน ของเราก็นับว่าเข้าสู่จุดนั้น

-- และที่เป็นแนวโน้มที่ใกล้เคียงกันคือ มีสถิติการพบโรคนี้ในสัตว์ที่มิใช่สัตว์บ้าน ในเมืองไทยมากขึ้น ผมว่าสัตว์อาจไม่ได้เป็นมากขึ้น แต่ว่า เรามีการสำรวจมากขึ้น ก็เลยเจอมากขึ้น เป็นอานิสงของการสำรวจโรคสัตว์ป่า

-- ในอเมริกา มีการควบคุมโรคนี้ในสัตว์ป่า ด้วยการ หว่านวัคซีนแบบกิน ในถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า เน้นที่กลุ่มcarnivore พวก แรคคูน สุนัขจิ้งจอก ปีนึงๆ เป็นล้านเหรียญ เป็น multi -million project ของเราต้องทำหรือไม่ สัตว์ป่าบ้านเราเป็นรังโรค(reservoir)เหมือนที่บ้านเขาหรือไม่ ไม่ทราบ มี host ที่ไหน หนาแน่นเท่าไหร่ โรคนี้คุกคามประชากรสัตว์ป่าที่กำลังจะหมดไปหรือไม่ ไม่ทราบครับ..

-- รอจนกว่าจะมีการทำการจัดการสัตว์ป่า และ การสำรวจโรคสัตว์ป่าก็แล้วกัน จนกว่าจะถึงวันนั้น..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2008, 11:41:44 AM โดย RP » บันทึกการเข้า

give the best to the most: give biodiversity to the biosphere
Dulsit Snidvongs
เสือปลา
***

กำ: +11/-3
กระทู้: 413



« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 12:42:24 PM »

เมื่อว่าสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าได้มีการประชุมเกี่ยวกับสานต่อโครงการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ผมได้ริเริ่มไว้เป็นที่น่ายินดีที่มีผู้เข้าร่วมประชุมล้วนแต่เป็นนักวิชาการกันหลายท่าน เช่น ผอ.ชัชวาลย์, ผอ.เอิบ,หน.สุนทร, ดร.อาณัฐ์, ดร.ศักดิ์สิทธิ์, อจ.รัตยา(มูลนิธิสืบ),อีกหลายคนที่ไม่รู้จัก น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะได้เห็นครับ.........ดุลสิทธิ์ สนิทวงศ์ฯ
บันทึกการเข้า
brainy
เสือดาว
****

กำ: +66/-2
กระทู้: 764



« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 08:28:10 AM »

ก่อนอื่น... ในฐานะศิษย์ก้นกุฏิของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ต้องบอกว่า ดีใจ ดีใจ ดีใจ และ ภูมิใจ ภูมิใจ ภูมิใจที่ชีวิตนี้มีโอกาสมาเรียนหนังสือกับอาจารย์ค่ะ

case report failure of therapeutic coma amd ketamine หมอเองมีส่วนร่วมเล็กๆอยู่ด้วยค่ะ ตั้งแต่ผู้ป่วยถูกส่งมาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เป็นพิษสุนัขบ้าที่เกิดจากหมากัด ตัวผู้ป่วยเองก็รู้ว่าหมากัดต้องฉีดวัคซีน เพราะมันเป็นหมาจรจัดด้วย แต่ก็ไม่ไปฉีด บอกว่าตอนนั้นร้านล้มไม่มีเงินเลย และบอกด้วยว่ารู้ว่าตัวเองต้องเป็นโรคหมาบ้าแน่ๆ เลยตัดสินใจมาจุฬาฯ ที่รู้ว่ามีอาการ เพราะเริ่มกลัวน้ำ และกระวนกระวาย อาการนี้บ่งบอกถึง rebies แบบที่เรียกว่า encephalitic rabies ซึ่งอาการที่จะแสดงออกต่อมาเป็นแบบคลุ้มคลั่งที่เราเรียกกันว่า furius type

อาจารย์ลงมาคุยและดูแลด้วยตัวเองทุกขั้นตอน แพทย์ประจำบ้านอย่างพวกเรามีหน้าที่ในการดูแลเรื่องทั่วๆไป เพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งจัดการเก็บ specimen ตัวอย่างไปตรวจ ได้แก่ น้ำลาย ปัสสาวะ และขอถอนผมเอารากผมไปตรวจ

คนไข้ร่วมมือดีมาก บอกว่า ยินดี แต่... หมอรักษาผมให้หายนะ ถ้าตาย ผมจะตามไปเอารากผมคืน...   ตกใจ

ไอ้คนเก็บเลยสยองเล็กๆ...  แลบลิ้น

การทำ coma ยาตัวที่ protect neuron cell ก็คือ thiopental พื้นฐานทางเคมีก็คือ barbiturate ยานี้จะลดการทำงานของ neuron และลด metabolism ของตัว neuron ด้วย ก็กะว่าให้ target หยุดทำงาน คือให้มันพักไปเลย และให้ยาเข้าไปฆ่าเชื้อโรค

การที่ไม่สำเร็จก็เป็นดังที่อาจารย์สรุปค่ะ เชื้อของเราแรง วิธีที่ดีคือป้องกัน ฉีดวัคซีนซะ อย่าปล่อยให้เป็น เป็นแล้วจะมาให้ลองรักษาด้วยวิธี coma ค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าล้านบาทนะ เพราะต้องอยู่ใน ICU และเครื่องมือต้องมีสารพัด วัคซีนคอร์สนึงจำไม่ผิด 3500 บาท เทียบให้เห็นๆ ถามตัวเอง จะเอาแบบไหน

ในเอเชียนอกจากอินเดีย ประเทศที่มีปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าแต่ปิด เพิ่งมาเปิดให้ตกใจกันเล่น ปีสองปีนี้เอง คือ สาธารณรัฐประชาชนจีนค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 28, 2008, 12:13:52 PM โดย brainy » บันทึกการเข้า
RP
เสือโคร่ง
*****

กำ: +149/-5
กระทู้: 2846



« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 09:50:18 AM »

-- ผมว่า ที่บางเคสสำเร็จ บางเคสไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งขึ้นกับ สภาพภูมิคุ้มกัน ของผู้ป่วย และ strain ของเชื่อ ที่มีความรุนแรงต่างกัน , receptor ของเซลล์ และ cellular activity

-- น่าจะมีการตรวจวัด shade of gray ของ ความรุนแรงของเชื้อแบบที่เขาวัด CD4 ในผู้ป่วย HIV และ Ab-titer อย่างเดียว เห็นว่าตอบไม่ได้ เพราะ โรคนี้ ส่วนหลักที่ต้านโรค คือ  Cell-Mediated Immunity
บันทึกการเข้า

give the best to the most: give biodiversity to the biosphere
brainy
เสือดาว
****

กำ: +66/-2
กระทู้: 764



« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 12:36:19 PM »

-- ผมว่า ที่บางเคสสำเร็จ บางเคสไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งขึ้นกับ สภาพภูมิคุ้มกัน ของผู้ป่วย และ strain ของเชื่อ ที่มีความรุนแรงต่างกัน , receptor ของเซลล์ และ cellular activity

-- น่าจะมีการตรวจวัด shade of gray ของ ความรุนแรงของเชื้อแบบที่เขาวัด CD4 ในผู้ป่วย HIV และ Ab-titer อย่างเดียว เห็นว่าตอบไม่ได้ เพราะ โรคนี้ ส่วนหลักที่ต้านโรค คือ  Cell-Mediated Immunity

ประเด็นนี้ใช่เลยค่ะพี่

strainของเชื้อที่แตกต่างกันมีความน่าสนใจตั้งแต่ strain ของ furius rabies กับ strain ของ dumb rabies แตกต่างกัน อย่างไร อะไรเป็นตัวกำหนด ถิ่นที่อยู่ สภาพแวดล้อม หรือ genetic ของ host

เอาง่ายๆ อะไรที่ทำให้ rabies virus ตัดสินใจว่าจะเข้าหัว กลายเป็น encephalitis หรือจะอยู่แค่ spinal cord และ nerve root เป็น radiculomyelopathy นี่แหละยังหาคำตอบกันอยู่

สัตว์นำโรคของ rabies แต่ละชนิด รับเชื้อมาแล้วทำให้วิสัยของเชื้อแตกต่างกันไปหรือเปล่า เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า ไวรัสจะอยู่ได้ต้องอาศัย host ตัวมันอยู่เดี่ยวๆไม่ได้ แสดงว่ามันเองก็คงต้องมีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงไปตาม host ด้วย 

ถ้าเป็น rabies จากหมากัด แมวกัด มักเป็น encephalitic form ในขณะที่ dumb rabies ส่วนใหญ่มาจากค้างคาว หนึ่งใน case report ที่ว่า ก็ เป็น dumb rabies ค่ะ

ส่วนใหญ่ viral infection เนี่ย Ab titer ช่วยได้บางส่วน ดีจริงๆ คือทำ PCR DNA นับ viral copies ออกมาให้รู้ๆกันเลยว่าเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็ตรวจว่า antibody ขึ้นแล้วหรือยัง ขึ้นแล้ว response มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่ขึ้นทำไมมันถึงไม่ขึ้น ก็ต้องมีคำอธิบาย

การตรวจ CMIR ถ้าจะว่ากันด้วย CD4 สำหรับ rabies คงไม่ใช่คำตอบนะค่ะ เพราะไวรัสมัน attack neuron cell ไม่ได้มีผลต่อปริมาณlymphocyte น่ะค่ะ

เดี๋ยวจะลองค้น paper เพิ่มและก็ถามอาจารย์ดูว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว

อาจารย์เป็นนักวิทยาศาสตร์อีกคนที่ปิดทองหลังพระ ในเมืองไทย คนไข้ในกรุงเทพฯยังมีที่พอรู้จัก แต่โดยรวมทั้งประเทศ ไม่ค่อยรู้จักอาจารย์ แต่ถ้าไปประชุม CDC หรือ WHO เอ่ยนาม ด็อกเตอร์ เหมะจุฑา ศาตราจารย์ระดับโลกบอก I see... ทันทีค่ะ 
บันทึกการเข้า
RP
เสือโคร่ง
*****

กำ: +149/-5
กระทู้: 2846



« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 03:08:37 PM »

-- เปล่าๆ มิได้หมายถึงให้นับ CD4 ตรงๆ แต่ หมายความในทำนองเดียวกันว่า เราจะ quantify severity ด้วยวิธีอะไรบ้าง (เช่น ในเคส HIV การ monitor CD4 จะ บ่งบอก severity ของผู้ป่วย ได้ดีกว่า viral load ) เพราะ เคสที่รักษาสำเร็จ กับรักษาไม่สำเร็จ น่าจะมีความต่าง ทั้งในตัวของ host และตัว pathogen ในตัว host อาจวัดความต่างทาง genetic หรือ รายละเอียด เช่น ความสามารถในการ เข้าเซลล์ ความสามารถในการเดินทางจาก peripheral nerve ไปสู่ CNS หรือ ความสามารถในการ replicate ในระดับ molecular เช่น ความสามารถในการ transcript genetic - translate protein

-- ในส่วนของ host response เราจะวัดได้อย่างไร เพราะผมเห็นว่า การที่เคยรักษาสำเร็จ แม้เพียงเคสเดียวก็มีความหมาย เพียงแต่เราต้องเข้าใจ ความต่างในรายละเอียดของเคส ให้ละเอียดถึงระดับกลไก ที่ผ่านมาได้เรียนวิชา molecular แล้วน่าสนใจที่ ไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียเป็น subject ที่รายละเอียดน้อย จึงต้องใช้คุณสมบัติทุกๆอย่าง จนถึงระดับ protein+protein interaction เลยทีเดียว

-- การใช้วัคซีน เป็นเรื่องดี คุ้มค่า ควรให้ความรู้เรื่องโรคนี้แก่คนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แต่ก็น่าศึกษาปราการด่านสุดท้าย ของผู้ป่วย ที่มาไม่ถึงมือหมออย่างทันการ ในเรื่องการรักษา หลังจากที่เชื้อแพร่กระจายถึง CNS ไว้ด้วย

-- อาจารย์หมอธีรวัฒน์ ท่าน มีเรื่องราวชีวิตเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าศึกษา คือ ท่านเป็น ศาสตราจารย์เมื่ออายุสี่สิบปี แต่เรื่องคือ ท่านมีคุณวุฒิที่จะเป็นศาสตราจารย์ได้ตั้งแต่ก่อนอายุสี่สิบ แต่ ติดที่ตัวบท ไม่ให้คนเป็นศาสตราจารย์ก่อนอายุสี่สิบ (ไม่ผ่าน spec วัยวุฒิ หรือเรื่อง เป็น ผศ. แล้ว จะขอ รศ.ได้ ต้องเป็น ผศ.นานสามปีขึ้นไป ) ท่านก็เลยต้องรอจนอายุสี่สิบ อันนี้เป็นเรื่องเล่าต่อกันมา ว่าด้วยเรื่องระบบราชการบ้านเรา เรื่องนี้อาจไม่ตรงนัก เรื่องที่แท้ต้องให้ลูกศิษย์คนเก่งท่านมาเล่าให้ฟัง  อีกทีครับ
บันทึกการเข้า

give the best to the most: give biodiversity to the biosphere
ครูหลังเขา
แมวป่า
**

กำ: +9/-0
กระทู้: 114


หมู่มิตรริมเชิงเขา


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2008, 07:25:42 PM »

ขอรบกวนถามว่า หลังจากได้รับเชื้อโรคกลัวน้ำแล้ว
นานแค่ไหนจึงจะแสดงอาการคะ
บันทึกการเข้า
Dulsit Snidvongs
เสือปลา
***

กำ: +11/-3
กระทู้: 413



« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2008, 08:01:24 AM »

จากข้อมูลที่ผมได้เขียนข้างบน ก็ประมาณ 2-3 วันก็เริ่มแสดงอาการแล้วครับลองอ่านข้อมูลข้างบนดูครับ................ดุลสิทธิ์ สนิทวงศ์ฯ
บันทึกการเข้า
ครูหลังเขา
แมวป่า
**

กำ: +9/-0
กระทู้: 114


หมู่มิตรริมเชิงเขา


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2008, 12:07:06 PM »

ขอบพระคุณค่ะ ถ้าอย่างนั้นที่ชาวบ้านเข้าใจว่า บางคนถูกกัดไปนานเป็นปี
แล้วค่อยแสดงอาการทีหลังไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องใช่ไหมคะคุณชาย
บันทึกการเข้า
Bmore
แมวป่า
**

กำ: +29/-0
กระทู้: 180



« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2008, 11:40:54 PM »

ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งปรากฏอาการของโรคพิษสุนัขบ้าหรือที่เรียกว่าระยะฟักตัว  จะแตกต่างกันได้มาก พบได้ตั้งแต่ 4 วันจนถึง 4 ปี   ผู้ป่วยประมาณ 70% จะเป็นโรคภายใน  3 เดือน  หลังถูกกัด, ประมาณ  96% จะเป็นโรคภายใน 1 ปีหลังถูกกัด แต่ส่วนมากมักมีอาการในช่วงระหว่าง สัปดาห์ที่ 3 จนถึงเดือนที่  4

http://www.thaiclinic.com/rabies.html
บันทึกการเข้า
Bmore
แมวป่า
**

กำ: +29/-0
กระทู้: 180



« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2008, 11:43:34 PM »

ระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้า  

ระยะฟักตัว คือระยะเวลาที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเกิดอาการ ประมาณ 2 - 8 สัปดาห์ อาจสั้นเพียง 5 วัน หรือยาวนานเกินกว่า  1  ปี  ระยะฟักตัวจะสั้นหรือยาวขึ้นกับปัจจัยบางประการ ได้แก่ ความรุนแรงของบาดแผล ปริมาณของปลายประสาทที่ตำแหน่งของแผล และระยะทางแผลไปยังสมอง เช่น แผลที่หน้า  ศีรษะ  คอ  และมือ  จะมีระยะฟักตัวสั้นจำนวนและความรุนแรงของเชื้อก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เครื่องนุ่งห่ม เช่น เสื้อผ้า หรือการล้างแผลจะมีส่วนช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้มาก

http://r36.ddc.moph.go.th/about.html
บันทึกการเข้า
SK
โลกก้าวไว วิชาการไทยก้าวทัน
เสือโคร่ง
*****

กำ: +165/-5
กระทู้: 2029



« ตอบ #16 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 10:16:11 AM »

เรื่องนี้ น่าสนใจมาก

มีการพลิกโฉมของแนวทางการรักษาไปมา และก็มีการใช้หลักฐานและเหตุผลหักล้างกันอย่างน่าทึ่ง

ภูมิใจที่คนไทยเราช่วยให้แนวทางการรักษาไม่ได้งมงายตามก้นฝรั่งอย่างเดียว ยินดีและดีใจ ที่เราไม่หลงทาง

โรคนี้ ก็เป็นที่สนใจของนิสิตสัตวแพทย์สมัยที่ผมเรียนอยู่อย่างมาก สโมสรนิสิตสัตวแพทย์ มก. มีชมรมควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อย่างเป็นตัวเป็นตน มีกิจกรรมที่เห็นโดดเด่น 2 กิจกรรม คือ ด้านประชาสัมพันธ์เชิงวิชาการ และด้านการฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์เลี้ยง ออกอาสาลงพื้นที่กันเป็นจังหวัด ๆ เลย รวมทั้งเกาะแก่งต่าง ๆ ซึ่งง่ายต่อการปราบโรคให้หมดเกาะ รวมทั้งป้องกันโรคตามชายขอบแผ่นดินใหญ่ที่จะมีทางขึ้นเกาะด้วย ส่วนในแผ่นดินใหญ่ก็เลือกจังหวัดที่มีคนตายด้วยโรคนี้มากที่สุดก่อน

ช่วงนั้น อย่างที่หมอ RP บอก ก็คือ มีคนตายหลายร้อยคนต่อปี มาปัจจุบันเหลือราวปีละ 30 คน ก็ถือว่า สายเวชศาตร์ป้องกันเราทำงานได้อย่างถูกทางแล้ว เหลือแต่ว่า เราจะรักษาคนที่จะต้องตายปีละ 30 คนนี้ได้อย่างไร

ต้องฝากเหล่ากลุ่มคณาจารย์และคุณหมอ Neuro ทั้งหลาย + ด้านเวชศาสตร์ป้องกันทั้งหลายด้วย....นะครับ
บันทึกการเข้า

Dulsit Snidvongs
เสือปลา
***

กำ: +11/-3
กระทู้: 413



« ตอบ #17 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2008, 09:29:43 PM »

ผมว่าระยะฟักตัวน่าจะขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อที่ได้รับตอนถูกหมาป่ากัดแล้วก็ภูมิต้านทานของคนที่ถูกกัดครับ............ดุลสิทธิ์ สนิทวงศ์ฯ
บันทึกการเข้า
DekNuan
แมวป่า
**

กำ: +37/-0
กระทู้: 195


The Johns Hopkins University, Homewood campus


« ตอบ #18 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2009, 08:35:04 AM »

Fatal Human Rabies due to Duvenhage Virus from a Bat in Kenya: Failure of Treatment with Coma-Induction, Ketamine, and Antiviral Drugs

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2710506/?tool=pubmed
บันทึกการเข้า

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย
Kingcobra
แมวดาว
*

กำ: +0/-0
กระทู้: 83



« ตอบ #19 เมื่อ: มกราคม 11, 2010, 04:32:21 PM »

ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งปรากฏอาการของโรคพิษสุนัขบ้าหรือที่เรียกว่าระยะฟักตัว  จะแตกต่างกันได้มาก พบได้ตั้งแต่ 4 วันจนถึง 4 ปี   ผู้ป่วยประมาณ 70% จะเป็นโรคภายใน  3 เดือน  หลังถูกกัด, ประมาณ  96% จะเป็นโรคภายใน 1 ปีหลังถูกกัด แต่ส่วนมากมักมีอาการในช่วงระหว่าง สัปดาห์ที่ 3 จนถึงเดือนที่  4

http://www.thaiclinic.com/rabies.html

ถ้างั้น แนวทางที่ให้จับหมามาขัง รอดูอาการ ก็คงไม่เวิร์คแล้วสิครับ > เพราะเผลอๆ คนอาจจะตายก่อนหมาก็ได้  แลบลิ้น
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.117 วินาที กับ 17 คำสั่ง